ขออีกเอนทรี ล่อเป้า(ปืนฉีดน้ำ)
ฮ่ะๆ
จริงๆ ผมตั้งใจจะอัพเอนทรีนี้ ก่อนเดินทางไปลาวอีกนะครับ
แต่พอดีรู้สึกว่าไม่ค่อยมีเวลา
ไม่สิ มี แต่เน็ตไม่ค่อยอำนวย (โหลด...อยู่ อิอิ)
เรื่องมันเกิดขึ้นที่...
วันหนึ่ง ผมไปไพรเวทกับกลุ่มของเมย์ไอเซน
แล้วช่วงเช้า คนในกลุ่มเขาแวะกันที่ร้านไดโซะ
ผมก็เลยตามเข้าไปด้วย
ตอนแรกก็กะแค่ว่ามาดูร้านค้า ว่ามีอะไรบ้าง
แต่พลันสายตาก็ไปสะดุดสิ่งนึงเข้า
มันคือ "กระดานโชกิ" (Shogi)
หรือหมากรุกญี่ปุ่นนั่นเอง
จากนั้น ผมก็สอดสายตามองหา "ตัวหมาก" (เพราะตอนนั้นมองเห็นแต่ "กระดาน")
(ป.ล. ที่มองเห็นน่ะ สินค้านะครับ ไม่ไช่คนในร้าน หุหุ)
พอเห็นตัวหมากแล้ว
ด้วยราคาที่ไม่หนักหนาจนเกินไป
ไม่สิ เรียกได้ว่า ราคาที่จะได้มาครอบครองอย่างผิดคาด
ผมรู้สึกดีใจ
ที่จะได้เซ็ตหมากรุกอีกเซ็ตนึงมาครอบครอง
หลังจากที่เคยมีหมากรุกไทย หมากรุกสากล และหมากรุกจีนมาแล้ว
นี่คงเป็นเกมกระดานอีกรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจ
หลักจากที่ผมแกะกล่องดูแล้ว
ผมรู้สึก อยากจับมัน อยากเดินมันเร็วๆ
อยากหาคู่แข่งมาเล่นด้วยไวๆ
แต่ใครล่ะ จะมาเล่นกะผม
ก็เลยต้องไปเล่นที่ ThaiBG.com
พอเล่นไปซักพักนึง ผมก็เริ่มรู้สึกว่าอยากเล่นหมากรุกอื่นๆ
ก็เลยลองย้ายไปเล่นพวกหมากรุกไทย ฝรั่ง จีนดูบ้าง (ที่เว็บเดิม)
ยิ่งเล่น ความสนใจก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
ก็เลยลองค้นหาเว็บเกี่ยวกับหมากรุกดู
พบว่า นอกจาก หมากรุกไทย สากล และจีน ที่นิยมในไทยแล้ว
ยังมีสารพัดหมากรุกจากนานาชาติ
ที่มีรูปบบการเดินที่ต่างกันออกไป
ทั่งชื่อเรียก วิธีเดิน และกลยุทธ์
ล้วนสะท้อนถึงวัฒนธรรม และทัศนคติของคนในชาตินั้นๆ ได้อย่างค่อนข้างดีทีเดียว
ทำให้ผมเริ่มหลงใหล ในสงครามขนาดเล็กนี่
และอยากลองเสนอความคิด ที่ผมได้เห็นกับตานี้ดู
แม้ว่า อาจจะขัดกับดีมานด์ของผู้ชมบล็อกนี้ก็ตาม
หรือหลายๆ คน อาจจะหมดความสนใจกับบล็อกนี้ไป
แต่ผมก็จะพยายามเขียนให้มันรู้เรื่องครับ
เริ่มต้นที่หมากรุกไทย
ของเล่นใกล้ๆ มือ ที่คู่วัฒนธรรมไทยมาช้านาน
หมากรุกไทย ไม่ทราบว่ามีเล่นขึ้นกันในสมัยใหน
แต่ที่แน่ๆ ก็คือน่าจะเข้ามาพร้อมกับการเผยแพร่วัฒนธรรมของอินเดีย
หมากรุกไทย มีปรากฏในวรรณคดีไทยบางเรื่อง เช่น ขุนช้างขุนแผน
นั่นแสดงถึงความนิยมเล่นหมากรุกไทยมาช้านาน
เอ้า มาดูกันดีกว่าว่า หมากรุกไทย มีอะไรที่สะท้อนเข้าตาผมมั่ง
เริ่มต้นกันที่
1. กระดาน
กระดานหมากรุกไทย เป็นกระดานลักษณะสี่เหลี่ยม (ถ้าไม่ใช่ประเภทหมากเกมวิวัฒน์) มีจตุรัสเล็กๆ ในกระดาน 64 ช่อง วางเรียงกันเป็นจัตุรัสใหญ่ขนาด 8 x 8 ช่อง แต่ละช่องมีชื่อของมันเองโดยกำหนดจากตัวเลข 1 - 8 และ อักษรไทยโบราณที่ตัดเสียงซ้ำ ได้แก่ ก ข ค ง จ ฉ ช ญ นั่นเอง (ในปัจจุบันมีบางแห่งได้เปลี่ยนจาก ญ หญิงเป็น ซ โซ่เพราะคิดว่าถัดจาก ช ช้างต้องเป็น ซ โซ่แต่ตามหลักการเรียงพยัญชนะอย่างอินเดีย ซ โซ่ไม่มีนะคร้าบบ)

นี่คือตัวอย่างการวางหมากบนกระดานครับ
2. ตัวหมาก
ตัวหมากในหมากรุกไทยมีทั้งหมด 32 ตัว แบ่งเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายละ 6 ชนิด ดังนี้
1. ขุน
ขุน เป็นตัวหมากสำคัญในการเล่น ถึงแม้ขุนจะไม่มีบทบาทเชิงรุกในการเล่น แต่ขุนก็เป็นหมากที่ไม่มีสิทธิ์โดนกิน หรือหายไปจากกระดาน (ตามทัศนคติของผม ซึ่งผมค่อนข้างให้ความสำคัญกับหมากที่ใช้รุกมากกว่าใช้รับ) เพราะถือว่า ขุน คือแม่ทัพ หรือจอมทัพในสงครามหมากกระดาน ขุน ซึ่งเป็นหมากที่แทนตัวเรา แทนผู้เล่น คอยสั่งการหมากอื่นๆ ให้เคลื่อนไหวตามที่เราต้องการให้ไป เพราะฉะนั้น ขุนจึงเปรียบเสมือนมันสมอง และขวัญกำลังใจของกองทัพหมากรุก นั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ขุนสามารถเดินได้รอบทิศทาง ดังนี้

ในหมากรุกไทย ขุนคือตัวหมากที่สามารถเดินได้รอบทิศทาง แต่เดินได้เพียงครั้งละ 1 ช่องเท่านั้น ไม่สามารถเดินไปใหนไกลๆ ได้ เปรียบเสมือนผู้นำต้องมีความรู้รอบด้าน และต้องมองสถานการณ์รอบทิศทางให้ออกนั่นเอง
ตำแหน่งที่ยืนของขุนของทั้งสองฝ่ายคือ ช่องที่ 4 นับจากซ้ายไปขวา (ขุนไทยไม่ยืนตรงกัน) คล้ายกับการยืนของคนที่ทำเวลาได้ดีที่สุดในการแข่งขันว่ายน้ำจะได้ยืนลู่ที่ 4 นั่นเอง หรือถ้านับตามหลักการบันทึกหมากก็ยืนอยู่ในช่อง ง 8 และ จ 1
2. เม็ด
เม็ด เป็นตัวหมากที่มีบทบาทเชิงสนับสนุน เปรียบเทียบกับขุนแล้วก็เสมือนเป็นมหาดเล็ก หรือราชองครักษ์นั่นเอง เม็ดเป็นทหารยศเล็ก เพราะว่าใครๆ ก็สามารถเป็นเม็ดได้ เช่น เบียที่เดินเข้าสู่จุดวางเบี้ยของฝ่ายตรงข้ามได้ หรือเรือที่ถูกลดขั้นเพื่อต่อหมาก ที่เรียกกันว่า "ตะแคงเรือ" ส่วนการเดินของเม็ด คือเดินเฉียงได้ทั้งหน้าหลัง คล้ายกับการเดินของหมากฮอส

โดยส่วนตัวแล้วผมเป็นคนที่เดินเม็ดได้ไม่เก่งเอามากๆ เพราะฉะนั้นผมจึงไม่ค่อยมีกลยุทธ์อะไรที่เน้นเม็ดมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังกันหรอกนะครับ แต่วิธีที่ผมใช้บ่อยคือเอาเม็ดเข้าไปตาย คือการแลกโง่ๆ ระหว่างเม็ดกับเบี้ยนั่นเอง ถึงแม้จะเป็นการแลกที่ไม่คุ้มค่า แต่ก็เป็นการกำจัดตัวเกะกะออกไปได้น่ะครับ (แต่จริงๆ แล้วผมก็ไม่นิยมแลกเท่าไหร่ เพราะถ้าเม็ดผมหายแล้วฝ่ายตรงข้ามยังมีอยู่ ลำบากแน่ๆ ครับ) ส่วนตำแหน่งที่ยืนอยู่ของเม็ดก็คือด้านขวาของขุน หรือ ง 1 และ จ 8 นั่นเอง
3. โคน
โคน เป็นตัวหมากขนาดกลาง เล็กกว่าขุนและใหญ่กว่าเม็ด และเป็นหมากที่มี 2 ตัว แม้จะรูปร่างเหมือนขุนและเม็ดแต่ก็ไม่ถึงขั้นที่จะแยกออกลำบาก โคน เปรียบเสมือนเสนาบดีฝ่ายบุ๋น เป็นหมากที่รับคำสั่งจากขุนและนำไปถ่ายทอดสู่ม้า เรือ และก็เบี้ยอีกที นอกจากนั้นยังเป็นมันสมองของทีมอีกด้วย โบราณกล่าวไว้ว่า หากปลายกระดานแล้วยังเหลือโคนคู่อยู่ ก็เปรียบเหมือนมี 3 ขุน นั่นหมายความว่า แม้ว่าในยามปกติจะเป็นหมากที่เน้นกลเชิงรับแต่ถ้าหากเล่นคู่กับขุนในปลายกระดานแล้วก็สามารถปรับกลยุทธ์มาเล่นเชิงรุกได้เช่นกัน
ตำแหน่งที่ตั้งของโคนคือ ตำแหน่ง ค ควายและ ฉฉิ่งหรือที่เรียกว่าตำแหน่ง "ใกล้วัง" (เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่ใกล้กับขุนและเม็ด ซึ่งถือว่าเป็นตำแห่งในวังนั่นเอง) ส่วนตาเดินของโคน สำหรับมือใหม่ค่อนข้างจะจำยาก หรือบางคนอาจจะจำสับสนเป็นการเดินรูปแบบอื่นๆ ได้ คำที่ต้องจำคือ เดินเหมือนเม็ด + หน้าตรง 1 หรือที่ท่องกันว่า "หน้าสามหลังสอง" นั่นเอง (แต่ผมว่าท่องไปก็ไม่ช่วยอะไรหรอกนะฮะ เพราะไม่เข้าใจอยู่ดี)

ดูรูปดีกว่าฮะ แน่นอนกว่า
ตาโคนเป็นตาที่ไม่อันตรายเหมือนม้าและเรือ แต่ก็สามารถใช้กดดัน ผูก หรือสนับสนุนการเล่นได้นั่นเอง
4. ม้า
ม้า เป็นหมากที่มีรูปร่างหน้าตาพิลึกที่สุดในหมากรุกไทย หรือแม้กระทั่งตาเดินก็ยังพิลึก แต่การเดินของม้าเป็นสากล ม้าทั่วโลกเดินเหมือนกัน ด้วยความที่หน้าตาพิลึก และตาเดินที่จำยากซักหน่อย จึงทำให้ผู้หัดเล่นที่เป็นเด็กหลายคน ชอบตัวหมากม้าที่สุด และเดินมันบ่อยสุด (เวลาเอามาโขกใส่กระดานพร้อมตะโกนว่า "รุก!" นี่แหละ มันส์สุดแล้ว ตัวใหนโขกก็ไม่มันเท่า)
การเดินของม้า มีวิธีการจำหลายแบบ บ้างก็ว่าเดินเป็นรูปตัว L (ไม่ใช่เดินหลังค่อม ดูดนิ้วโป้งอมอมยิ้มนะครับ) บ้างก็ว่าเดินตรง2 ช่อง แล้วเลี้ยว 1 ช่อง บ้างก็ว่าเดินตรง 1 ช่อง แล้วเฉียงไปข้างหน้า 1 ช่อง แต่ไม่ว่าวิธีใหนก็ได้รูปแบบการเดินออกมาเช่นเดียวกัน

ม้าเป็นหมากที่เน้นกลยุทธ์การบุกซะสุดคุ้ม เนื่องจากตาเดินที่เรียกได้ว่าไม่มีใครขวางกั้นได้แล้ว ยังถือกันว่าเป็นหมากที่เดินได้รวดเร็วที่สุดในหมากรุกไทยอีกด้วย กลยุทธ์การบุกของม้าจึงเต็มไปด้วยความรวดเร็ว ไม่จำเป็นต้องตั้งหมากผูกใดๆ ล่วงหน้าก็ได้ แถมยังมีโอกาสเขมือบหมากที่เผลอเรอ ยืนอยู่เดียวดายหลังประกาศรุกได้อีกด้วย หรือที่เรียกกันว่า "รุกฆาต" นั่นเอง ส่วนกลยุทธ์เชิงรับก็ใช่ว่าจะหลวม สามารถผูกหมากได้หลายตัวพร้อมๆกัน (ผูก คือการวางหมากป้องกันการถูกกินของหมากบางตัวไว้ หากหมากตัวนั้นถูกกิน ก็ใช้หมากที่ผูกไว้กินกลับได้เลย) แต่ม้าเป็นหมากที่มีการป้องกันที่อ่อนแอ เนื่องจากการเดินแต่ละครั้งต้องเดินไกล ทำให้เสียเปรียบในการต่อสู้ระยะประชิด และตกกับดักได้ง่าย (ถ้าเดินบุกดุ่ยๆ เข้าไปในดงคู่ต่อสู้แล้วละก็ เตรียมทำใจได้เลยว่าม้าไม่ได้กลับคอกแน่ๆ)
โดยมาก ม้าถูกตีค่าของหมากไว้พอๆ กับโคน (หมายถึง ค่าของการแลกหมาก โดยมากจะมีค่าตำว่าขุนและเรือ และมีค่ามากกว่าเม็ดและเบี้ย)แม้ในสนามจริงอาจจะมองว่าม้าเก่งกว่าโคน สามารถสร้างเกมรุกได้ ดีกว่าโคนที่อยู่เฉยๆแต่ด้วยข้อเสียที่กล่าวมาข้างต้น ที่นักหมากรุกมือใหม่มักมองข้ามไป และนักหมากรุกที่เล่นจนชำนาญแล้วย่อมมองเห็นค่าของโคนที่บางครั้งก็เหนือกว่าม้าด้วยซ้ำ และที่สำคัญ(+ฮา) คือ ในหลายๆ กระดาน ที่ม้ากับโคนต้องเป็นศัตรูกัน ปะทะกันอยู่บ่อยครั้ง และบ่อยครั้งเช่นกันที่ม้ามักถูกโคนกิน และโคนมักถูกม้ากิน เนื่องจากอิทธิฤทธิ์ของหมากสองตัวนี้ก้ำกึ่งกันจริงๆ นั่นเอง
ตำแหน่งที่ตั้งของม้าคือตำแหน่ง ข ไข่และ ชช้าง (รูปตัวอักษรคล้ายๆ กันเนอะ)
5. เรือ
เรือ เป็นหมากที่ทรงอานุภาพที่สุดในหมากรุกไทย เป็นหมากที่มีการเดินที่น่าสะพรึงกลัว และสารพัดประโยชน์สุดๆทั้ง "ผูก จับ ขับ ถอย" (ผูก หมายถึงวางหมากเพื่อกันไม่ให้หมากตัวอื่นถูกกินดังที่อธิบายไปแล้ว จับ คือการวางอุบายจับหมากกินฟรี หมายถึงกินหมากของฝ่ายตรงข้ามโทยที่ไม่ต้องแลกหมากของตน หรือแลกหมากที่มีค่าด้อยกว่านั่นเอง ขับ หมายถึง การวางหมากในตาที่สามารถกินหมากของอีกฝ่ายได้ในตาถัดไป แต่ไม่ประสงค์จะกิน เพียงแค่ไล่ให้หมากตัวนั้นเดินออกไปให้พ้นบริเวณที่ไม่ต้องการให้อยู่ และ ถอย ก็คือ การนำหมากตัวเอง ออกจากพื้นที่อันตรายนั่นเอง ซึ่งตรงนี้ม้าจะทำได้ยาก) ทำได้ทั้งรุกและรับ เรียกว่าเป็นหมากที่หากโดนกินไปนี่แทบจะร้องให้กันเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นหลายๆ กระดาน จึงมักมีเรือวิ่งอยู่ในปลายกระดานเพราะเรือนั้นถูกทะนุถนอม ป้องกันไม่ได้ถูกกินได้นั่นเอง
การเดินของเรือ คือเดินเป็นเส้นตรง ไกลกี่ช่องก็ได้ ดังรูป

เห็นจากการเดินแล้ว รู้ได้เลยว่าเรือนั้นน่ากลัวแค่ใหน เรียกว่าเป็นหมากที่เป็นที่สุดในหลายๆ อย่างของเกมหมากรุกไทยเลย ส่วนตำแหน่งของเรือนั้น อยู่ในตำแหน่ง ก ไก่และ ญ หญิงหรือ ซ โซ่ในบางตำรา (ไม่ใช่ ซ โซ่ กลุ่มพี่เล็กนะครับ)
บางครั้งในการเล่นหมากรุกกับผู้ที่ฝีมือด้อยกว่า ผู้ที่ฝีมือสูงกว่าก็จะทำการ "อ่อนข้อ" ให้ โดยการจับเรือหงายขึ้นคล้ายเบี้ยหงาย แต่เนื่องจากรูปร่างของเรือมันไม่เอื้ออำนวยให้หงาย มันก็เลยออกเป็นตะแคงๆ กลิ้งไปมาเลยเรียกกันว่า "ตะแคงเรือ" แทนที่จะเป็น "หงายเรือ"ส่วนเรือที่ตะแคงนั้นก็เดินเหมือนเม็ดนั่นเอง
6.เบี้ย
เบี้ย คือทหารในสงคราม ผู้เป็นทัพหน้า และพร้อมที่จะสละชีพเพื่อชัยชนะ (ส่วนเหตุที่เรียกเบี้ยนั้นเพราะหมากมันเยอะ เลยเอาก้อนหินก้อนกรวดที่ใหนมาทำหมากก็ได้ แต่ที่นิยมคงเป็นหอยเบี้ย เลยเรียกกันติดปากว่าเบี้ย)

จากรูป ช่องสีน้ำเงินเส้นสีแดงคือทางที่เบี้ยสามารถเดินได้ เรียกกันว่า "เดินตรง" ส่วนเส้นสีน้ำเงินที่มีศรชี้ไปยังช่องสีแดงหมายถึงตาที่เบี้ยจะขยับไปกิน เรียกกันว่า "กินเฉียง" เพราะฉะนั้น ตาเดินของเบี้ยจึงมักท่องกันติดปากว่า "เดินตรงกินเฉียง" (ซึ่งมีหมากรุกบางประเทศ มีวิธีการเดินเบี้ยแบบ "เดินตรงกินตรง" ให้ท่อง)
เบี้ยที่ไม่สามารถถอยหลังได้ เมื่อเดินไปถึงช่องที่หก หรือที่ตั้งของเบี้ยฝ่ายตรงข้าม จากเบี้ยธรรมดาๆ ก็จะได้เลื่อนยศเป็น "เบี้ยหงาย" ซึ่งวิธีการแสดงให้รู้ว่าเป็นเบี้ยที่เลื่อนยศแล้วก็คือจับมันหงายขึ้นนั่นเอง ส่วนการเดินนั้นให้เดินเหมือนเม็ด ยิ่งถ้ามีเบี้ยหงายหรือเม็ดตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป และไม่สามารถเดินทับช่องกันได้แล้ว ก็เสมือนว่ามีขุนเพิ่มอีกตัวนึงเลยทีเดียว (ถ้าเล่นบนกระดานที่มีตาสลับสี ก็จะเห็นชัดว่าเม็ดที่อยู่บนช่องขาวก็จะเดินได้แค่ช่องขาว ถ้าอยู่ช่องดำก็จะเดินได้แค่ช่องดำ แต่ถ้าหากมีเม็ด 2 ตัว ตัวนึงอยู่ช่องขาว ตัวนึงอยู่ช่องดำ ก็จะทำให้ประสิทธิภาพการเดินของเม็ดนั้นเท่าขุน 1 ตัวเลยทีเดียว)
นี่คือทัศนคติคร่าวๆ ที่ผมมองเห็นในหมากรุกไทย ต่อไปจะเป็นหมากรุกเปรียบเที่ยบครับ โดยเริ่มที่ต้นกำเนิดของหมากรุก...อินเดียนั่นเอง แล้วจากนี้ไปเพื่อนๆ จะเริมได้เห็นวัฒนธรรมของแต่ละชาติขึ้นเรื่อยๆ นะครับ
ขอแสดงความขอบคุณต่อเว็บ http://www.geocities.com/chesssiam ครับ ที่มีรูปการเดินหมากสวยๆ เยอะแยะ และ http://www.utcc.ac.th/thaiculture สำหรับรูปกระดานนะครับ
สุดท้ายนี้
ก็
สุขสันต์ส่งท้ายวันสงกรานต์ครับ ^^
เล่นเป็นแต่หมากรุกฝรั่งน่ะงิ แฮะ ๆ
แต่หมากรุกไทย จริง ๆ ก็น่าเล่นเน้อ... การเดินมันแปลกดีอ้ะ *[]*!!!
มาสอนแนชเล่นหน่อยเร้วว~ >w<
ก่อนไปขอยิงหลาย ๆ ที~
ปิ้วววววว~
#1 By ★|[NacH]|★ on 2007-04-15 15:56