Prince Ame View my profile

ยังสลัดตัวขี้เกียจไม่ออกครับ

หลายคนพยายามให้ผมอัพเรื่องลาว

แต่ มัน แบบว่า

กำลังย่อรูปอยู่อย่างขมักเขม้นนะคร้าบ

เอาเป็นว่า ถ้าย่อเสร็จปุ๊บ จะเอาลงทันทีเลยนะฮะ ^^

ส่วนเอนทรีนี้ มาต่อกันเรื่อง ต้นกำเนิดของหมากรุก

(ถึงจะไม่มีใครอ่าน แต่ผมก็จะลงครับพี่น้องฮ่าๆๆๆๆ)


อย่างที่ได้บอกไปตอนต้นนะครับ ว่าหมากรุกไทยนั้น ได้ถือกำเนิดขึ้นพร้อมๆ กับการที่วัฒนธรรมอินเดียเผยแผ่มายังไทย ก็อาจจะมีคนสงสัยว่า "แล้วหมากรุกมันมาเป๊ะๆ อย่างงี้เลยเหรอ ทำไมรู้สึกว่าหมากรุกไทยกับฝรั่งมันไม่เหมือนกัน" ใช่ครับ มันไม่เหมือนกัน เพราะว่าการที่หมากรุกเดินทางไปยังดินแดนต่างๆ นั้น มันก็ได้ผนวกเอาวัฒนธรรมของดินแดนนั้นๆ เข้ามาในเกมการเล่นของมันด้วย กลายเป็ฯการเล่นที่คนในชาตินั้นๆ มองเห็ฯภาพเลยว่าการรบพุ่งในสไตล์ของเรามันเป็นอย่างไร

และแน่นอน ในวันนี้เราจะมาดูการรบพุ่งสไตล์อินเดียกันนะครับ

หมากรุกโดยเริ่มแรกนั้น มันไม่ได้ชื่ว่าหมากรุก และไม่ได้ชื่อเชสด้วย แต่มีชื่อว่า "จตุรังค์" (จะอ่านว่า จตุรังค์ จตุรงค์ หรือจาตูรังก้าก็ตามสบายครับ เพราะตัวสะกดในอักษรเทวนาครีนั้นถอดออกมาเป็ฯอักษรโรมันได้ว่า Chaturanga แต่ถอดออกเป็นอักษรไทยว่า จตุรงฺค และที่แน่ๆ ไม่ใช่จตุรังค์ที่มี 5 คนแน่นอน)

จตุรังค์เป็นหมากที่แปลกประหลาด มันเป็นหมากที่ต้องมีผู้เล่น 4 คน นั่งกันคนละฝั่งโต๊ะ และก็เดินหมาก ที่ถูกตั้งแบ่งไว้เป็น 4 ฝ่าย!!!?

นี่คือวิธีตั้งหมากของจตุรังค์ ซึ่งเราจะเห็นได้ชัดว่าตัวหมากแบ่งออกเป็น 4 สี 4 ฝ่าย ตั้งอยู่ในมุมซ้ายของกระดานด้านผู้เล่นของแต่ละฝ่าย และตัวหมากถูกลดเหลือฝ่ายละ 8 ตัว หรือครึ่งต่อครึ่ง

การตั้งหมากของแต่ละฝ่ายนั้นเรียงจากเรือที่อยู่มุมกระดานทั้ง 4 แล้วไล่เข้ามาทีละช่องเป็นม้า ช้าง และขุน โดยมีเบี้ยหรือทหารทั้ง 4 ตัว ตั้งอยู่ในแถวสอง และการเดินของจตุรังค์ก็ไม่เหมือนหมากรุกไทยเพียงช้างและเรือ ที่ช้างจะเดินเหมือนเรือและเรือจะเดินเหมือนเม็ดแต่เดิน 2 ตา (และสามารถเดินข้ามได้เหมือนม้า) ส่วนขุน ม้า และเบี้ยเดินเหมือนหมากรุกไทย

ส่วนต้นกำเนิดของจตุรังค์นั้น มีสองตำรา ในตำราไทยกล่าวว่าเมื่อครั้งทศกัณฑ์เจ้ากรุงลงกา อยู่ในระหว่างทำศึกกับพระรามนั้น นางมณโฑเห็นทศกัณฑ์กลัดกลุ้ม วันๆ เอาแต่คิดกลยุทธ์จะเอาชนะพระราม ไม่รู้จักปลดปล่อยผ่อนคลาย นางมณโฑจะหาวิธีคลายเครียดอย่างไรก็ไม่สน นางจึงคิดหมากกระดานเกมหนึ่ง ซึ่งออกแบบมามีลักษณะเป็นกระดานจำลองสงคราม และได้ชวนเหล่าเสนามาลองเล่น (ถ้าเป็นสมัยนี้คงเรียกว่า "เทสเพลย์") ผลปรากฏว่าถูกใจเหล่าเสนายิ่งนักรวมไปถึงท้าวสิบเศียรด้วย เรียกว่าเป็นเกมที่ทั้งสนุกทั้งลับสมองไปในตัวเลยทีเดียว (แต่ผลสุดท้ายทศกัณฑ์ก็ยังแพ้พระราม เพราะอะไร?)

ด้านบนนั้นคือ ชุดจตุรังค์ในสมัยแรกๆ สามารถกดเพื่อดูภาพใหญ่ได้ครับ

แต่ในตำราของสากลกลับระบุไว้ว่า เกมจตุรังค์นั้นถูกคิดค้นขึ้นในสมัยศึกมหาภารตะ โดยนางรธา(ชื่อสะกดถูกรึเปล่าครับ เพราะผมถอดตัวสะกดจากโรมันว่า Radha แต่ผมไม่เคยอ่านมหาภารตะเลยไม่รู้ว่าตัวละครชื่ออะไร วานผู้รู้ช่วยชี้แจงครับ) ซึ่งนางรธานั้นเป็นชายาของพระกฤษณะ จะอย่างไรก็ดี ไม่ว่าผู้คิดค้นจะเป็นนางมณโฑหรือนางรธา หากต้นกำเนิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นจริง ก็เท่ากับว่า หมากรุกที่เป็นเกมยอดนิยมของบุรุษ ถูกคิดค้นขึ้นโดยสตรี !!!?

แต่หลังจากนั้น ก็ไม่ปรากฏที่มาของจตุรังค์อีกเลย จนกระทั่ง!!!

หลายเพลาผ่านไป ณ อินเดียในยุคก่อนคริสต์ศักราชราวๆ 300 ปี มีมหาราชองค์หนึ่งพระนามว่า พลไหต์ (หรือพลเหตนี่แหละ ถอดมาจากโรมันว่า Balhait ซึ่งน่าจะอ่านว่า พัลไหต์แต่ที่แน่ๆ คือไม่ได้อ่านว่าบัลไล หรือบัลเล่ต์แน่นอน) เป็นพระราชาที่ทรงโปรดการรบพุ่ง ไม่รู้ทรงบ้าสงครามอะไรนักหนา ในที่สุดก็ทรงตีเมืองต่างๆ จนไม่รู้จะตีเมืองใหนอีก ก็เลยทรงหงุดหงิดงุ่นง่าน ไม่รู้จะทำอะไรดี จึงปรึกษาอำมาตย์ (ในตำราต่างประเทศระบุว่าเป็นพราหมณ์ แต่ตำราไทยบอกว่าเป็นอำมาตย์) ชื่อ สิสสะ (Sissa ไม่ใช่ศศิศแน่ๆ) ให้ไปคิดเกมอะไรก็ได้ สนุกๆ มาซักเกม ถ้าไม่สนุกเอ็งตายแน่ ทีนี้ก็งานหนักของอำมาตย์สิครับ จะคิดเกมอะไรให้พระราชาสนุกไปกับมันได้ พราหมณ์ผู้นั้นจึงพิเคราห์ถึงพระนิสัยของพระราชา ว่าเป็นคนมักในการรบพุ่ง บ้าสงคราม ชอบเห็นการเสียเลือดเนื้อ ซาดิสม์ และชอบเอาชนะคะคานด้วยตนเอง พลันเลยไปคิดถึงเกมหนึ่งซึ่งเคยมีมาช้านานที่ชื่อว่า "จตุรังค์" แต่จตุรังค์ในสมัยก่อนอาศัยดวงมากกว่าฝีมือ เพราะต้องทอดลูกเต๋าก่อนเดิน และผู้ที่นั่งตรงข้ามกันจะเป็นพันธมิตรกัน หากใครได้จับคู่ที่มีมันสมองเฉียบกว่า หรือดวงดีกว่า อีกฝ่ายก็แพ้แน่ๆ โดยที่ไม่ต้องรอให้จบกระดาน และขืนพระราชาจับได้คู่ที่มีฝีมือเหนือกว่า แม้จะชนะพระองค์คงไม่ยอม อาละวาดเป็นแหงแซะ เลยจัดการดัดแปลงหมากจตุรังค์นี้ซะ ให้เหลือผู้เล่นเพียงสองฝ่าย ฝ่ายละคนเท่านั้น และยกเลิกการเล่นโดยการทอยเต๋าออกไป ใครอยากจะเดินตัวใหนก็เดิน จะได้รู้กันไปเลยว่าใครเดินดีหรือเดินเซ่อ แต่ทว่าราชาจะมีสองคนต่อหนึ่งประเทศ (ที่สมมติในกระดาน) ไม่ได้ จึงได้เปลี่ยนราชาอีกตัวที่เพิ่มมาจากการรวมหมากนั้นให้กลายเป็นหมากที่คล้ายราชาแต่ตัวเล็กลง เรียกว่า "มนตรี" หรือเม็ดนั่นเอง (ในตำราไทยระบุว่า อำมาตย์คนนั้นคิดว่าจะแก้ด้วยอุบายอย่างอื่น พระเจ้าแผ่นดินองค์นั้นก็คงจะยังอยากหาเหตุเที่ยวรบพุ่งอยู่นั่นเอง ที่ไหนบ้านเมืองจะได้มีสันติสุข จึงเอาการเล่นจตุรงค์มาคิดดัดแปลงให้เล่นกันแต่ ๒ คน แลเลิกวิธีทอดลูกบาศก์เสีย ให้เดินแต้มโดยใช้ปัญญาความคิดเอาชนะกัน เหมือนทำนองอุบายการสงคราม) แล้วจากนั้นก็เอาเกมที่คิดขึ้นใหม่นี่ไปถวายพระราชา ปรากฏว่าพระราชาชอบใจเป็นอย่างสูง พราหมณ์ท่านนั้นก็เลยได้หน้าไปโดยปริยาย แถมถูกจารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์อีกต่างหาก

ถามว่าหมากตัวใหม่นั้นชื่ออะไร หมากตัวใหม่นั้นชื่อ จตุรังค์เหมือนเดิมครับ ทีนี้อาจจะมีคนสงสัยว่า "อ้าว ในเมื่อไม่ได้เป็นสี่ฝ่ายแล้ว ทำไมยังชื่อจตุรังค์เหมือนเดิมล่ะ?" ก็เพราะว่าคำว่า "จตุรังค์" นั้น มาจากคำว่า จตุร + องค์ ซึ่งจตุรนั้นหมายถึงสี่อย่างที่ทุกท่านเข้าใจ แต่คำว่าองค์นั้น หมายถึง "เหล่าทัพ" หรือ "กองพล"ซึ่งหมายถึง พลเรือ พลม้า พลช้าง และพลราบ โดยมีราชาเป็นศูนย์รวม และผู้นำสูงสุดของทั้งสี่กองพล

แต่เพื่อป้องกันความสับสน เกมจตุรังค์ที่ถูกแบ่งเป็นสี่ฝ่ายก็ถูกตั้งชื่อให้ใหม่เป็น จตุราชี หมายถึง หมากกระดานที่มี 4 ราชานั้นเอง (สาเหตุที่ต้องเป็นจตุราชี หรือ Chaturaji ก็เพราะว่า Raji เป็นพหูพจน์ของ Raja ไงครับ และที่แน่ๆ ก็คือ เพื่อไม่ให้เข้าใจผิดว่าเป็นจตุราชา ที่มีกันห้าคนไงล่ะครับ ฮ่าๆๆๆๆ)

ข้างบนนั้นคือการตั้งของจตุรังค์เวอร์ชั่นใหม่ มีวิธีการตั้งคล้ายหมากรุกสากล แต่การวางขุนและมนตรีนั้นคล้ายกับหมากรุกไทย ซึ่ง ความสำคัญของแต่ละหมาก มีดังนี้...

1. ราชา (Raja) หรือขุน มีความสำคัญเช่นเดียวกับขุนของหมากรุกไทย และหมากรุกทุกๆ ชาติ คือตายไม่ได้ แม้ว่าจะทำอะไรไม่ได้ก็ตามที การเดินของราชานั้นคล้ายกับขุนของทุกๆ ชาติ (ยกเว้นจีน) และการที่ราชาถูกรุกจนนั่นหมายถึงความพ่ายแพ้นั่นเอง

2. มนตรี (Mantri) เป็นหมากที่ถูกตั้งไว้ข้างขุน สามารถเดินสนับสนุนหมากหลายๆ ตัวได้ แต่ผมก็ยังรู้สึกไม่ชอบมันอยู่ดี (เหมือนที่กล่าวไว้ในตอนที่แล้วน่ะแหละครับ) วิธีเดินก็เหมือนเม็ดดีๆ นั่นเอง

3. คชา (Gaja) หรือช้าง เป็นหมากที่เล่นยากพอสมควร ยากกว่ามนตรีอีก วิธีการเดินช้างก็คือ เดินเฉียงสองช่อง (คล้ายกับช้างของจีน แต่สามารถข้ามหมากได้)ซึ่งตาช้างนั้นเป็นตาที่กะเกณฑ์ยาก และมักจะหลงเดินไปให้ช้างกินได้ง่าย (โดยเฉพาะนักเล่นหมากรุกไทย) แต่อย่างไรก็ดี ด้วยความที่เดินลำบากของช้าง ช้างมักจะไม่ถูกใช้ในเกมบุก แต่มักจะใช้ในการผูกหมาก 2 ตัว ไกลๆ (อธิบายลำบาก เอาเป็นว่ามันใช้ยากก็ละกัน - -")

4. อัศวะ (Ashva) หรือม้า อันนี้รู้กันดี เพราะม้าทั่วโลก (ยกเว้นญี่ปุ่น) เดินเหมือนกันและมีกลยุทธ์ที่คล้ายกัน

5. รถ (Ratha) หรือเรือ ตาเดินก็เหมือนเรือของหมากรุกไทย แต่ก่อนหน้านั้นในเกมจตุรังค์ที่มี 4 ฝ่าย เรือกับช้างนั้นมีวิธีเดินที่สลับกัน กล่าวคือหมากที่อยู่มุมกระดานเดินแบบเฉียง ส่วนหมากข้างๆ ขุนนั้นเดินตรงยาว แต่ปัจจุบันนั้นหมากที่อยู่มุมกระดานของทุกชาติ (ยกเว้นญี่ปุ่น) จะเดินตรงยาวแทน

ส่วนสาเหตุที่เรียกว่ารถแทนเรือนั้น เพราะว่าในสมัยก่อนชื่อว่า จตุรังค์มีต้นกำเนิดจากลังกา กองทัพเรือจึงมีความสำคัญมาก เพราะต้องยกพลขึ้นบกก่อนทำสงคราม แต่มาสมัยหลังนั้น อินเดียนิยมทำสงครามกันบนบก จึงให้ความสำคัญกับรถมากกว่าเรือ หมากที่เดินได้ไกลและทรงประสิทธิภาพนี้จึงถูกเรียกว่ารถ ส่วนของไทยกลับไปเรียกเป็นเรือ เพราะว่าประเทศไทยนั้นเป็นพื้นที่ลุ่มแม่น้ำ มีคลองเยอะ การเคลื่อนพลโดยใช้เรือจึงมีความสำคัญ ก็เลยเรียกหมากตัวนี้ว่าเรือ เท่ากับว่าเรือของไทยและของอินเดียนั้นเดินกันคนละแบบเลย

6. ปทา ปทาติ หรือ บาทา (Padah, Padati, Bhata) จริงๆ คำหลังต้องอ่านว่า ภาตะ ซึ่งหมายถึง "ทหารเดินเท้า" (ปทาติ เป็นพหูพจน์ของปทา) เดินตรงกินเฉียง และไม่มีการโปรโมทหรือหงาย นั่นหมายความว่า เดินสุดแล้วสุดเลย (ห่วยจริงๆ)

ด้านบนนั้นเป็นตัวหมากของจตุรังค์ โดยด้านบนนั้นเรียงจากซ้ายไปขวาคือ ราชา มนตรี ช้าง ม้า รถ เบี้ย ส่วนด้านล่างคือเบี้ย รถ ม้า ช้าง มนตรี และราชาจะสังเกตได้ว่า มนตรีของจตุรังค์นั้น ตัวใหญ่พอๆ กับรถ และรถนั้นตัวเล็กกว่าช้างซะอีก ต่างจากหมากรุกไทยที่มนตรีหรือเม็ดจะตัวเล็กสุด เรือจะฐานกว้าง และโคนจะตัวใหญ่กว่าเม็ดเพียงเล็กน้อย นัยว่าหมากรุกไทยคงจะเน้นความสมจริงทางอานุภาพมากกว่าทางกายภาพนั่นเอง


คราวหน้าพบกับ

"เมื่อหมากกระดานของพราหมณ์สิสสะเดินทางไปอาหรับ จะเป็นอย่างไร"

โปรดติดตามการเดินทางของหมากรุกในตอนต่อไปได้ที่นี่ Prince Ame.exteen.com ครับ

ป.ล. ขออภัยครับ เนื่องจากรูปภาพดูดมาไม่รู้ว่าที่ใหนมั่ง ให้เครดิทกันไม่หวาดไม่ไหว จึงขอให้เครดิทหลักคือ http://history.chess.free.fr/ละกันครับ เพราะข้อมูลหลักๆ ผมก็เอามาจากเว็บนี้แหละ

โอ้โหหห...

ยากแท้หยั่งถึงจริงๆ เลยหมากรุก.. สมแล้ววว ที่เล่นไม่เป็น - -*

ปิ้วๆๆๆๆๆ ยิงย้อนหลัง 5555555+

#1 By ♪~:●: MAt$uI :●:~♪ on 2007-04-16 09:38

ยาวมากกกกกกกกกกกกกกก

*สารภาพว่าไม่ได้อ่าน*

เคยคิดจะเล่นหลายที แต่ก็ทำใจชอบไม่ได้จริงๆ มันเป็นการละเล่นที่ต้องใช้สมองอย่างมากมาย เพราะฉะนั้นเลยเป็นอะไรที่ไม่ชอบสุดๆ *ปวดหัว*

เอ้าสาดน้ำกันต่อ วันนี้ที่เชียงใหม่เค้ายังเล่นกันอยู่นะเอ้อ เพราะฉะนั้นสาดได้

#2 By C y N t H i A on 2007-04-16 10:00

กี้เล่นไม่เป็นเลยอ่ะ ไม่เคยเข้าใจเลย..
แต่ชอบหมากรุก สวยดี
กี้ว่าดูดีอ่ะ สง่างาม..
ยากแท้....ยอมไม่เข้าใจต่อไปค่ะ

#3 By 직z-믹z ★ on 2007-04-16 12:17

เอ่อ พี่ติวรู้สึกจะชอบหมากรุกมากนะครับ - -
"You Killed My Father!!!"
<<หมดเทศกาลแล้ว

#4 By RunKun on 2007-04-16 17:54

เจ๋ง+สุดยอดเลย

#5 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2007-04-16 18:05

อ่านต้นๆ - - ย๊าวยาวอ่ะ พี่ติว
อ่านไม่ไหว ตาลาย 55+
แต่มันน่าสนใจมาก จิงๆนะ
นัทก้อยากเล่นเปนเหมือนกัน
เปิดเทอมไปว่าจะไห้เพื่อนสอนละ
เอาเปนว่า ว่างๆจะมาอ่านน้า ><

#6 By on 2007-04-16 19:35

Theme ละ 100฿ สนใจมั้ยพ่อหนุ่ม กั่กๆ

แหกตาอ่าน
โหติว ....

- -'' อ่านแล่วไม่รุ้เรื่องหว่ะ เล่นไม่เป็น

#7 By 「 Self + SenSe 」 on 2007-04-17 00:36