ไซอิ๋ว : ปริศนาธรรมที่ชาวบ้านชาวช่องเขารู้กันหมดแล้วแต่เอามาไขอีกที 2
posted on 08 Dec 2007 21:33 by prince-ameคราวที่แล้วค้างถึงใหนนะ?
ไปทานข้าวมา บอกว่ากลับมาจะอัพเรื่องหงอคงและพระถังซำจั๋ง
แต่คิดไปคิดมา เรื่องหงอคงน่ะมียาวเหยียด จะอัพไปก่อนก็...กว่าจะมาถึงโป๊ยก่าย ซัวเจ๋ง คนอ่านบล็อกคงเบื่อก่อนพอดี
เลยขอย้ายมาที่พระถังซำจั๋งก่อน
คำว่าพระถังซำจั๋ง แปลได้ง่ายมากๆ เลยโดยแยกออกมาเป็นคำว่า ซำ หมายถึงสาม และจั๋ง ที่แปลว่าโกดัง หรือที่เก็บรักษาของ
แปลรวมกันคือที่เก็บรักษาของทั้ง 3...
ของทั้งสาม มีอะไรบ้างรู้มั้ย?
ก็...พระวินัย พระสูตร และพระธรรมไงล่ะ พูดง่ายๆ ซำจั๋งก็แปลว่า พระไตรปิฎกนั่นเอง
(ซำจั๋งมาจากภาษาจีนกล่างว่า ซันจ้าง แปลเป็นเกาหลีว่า ซัมจัง ส่วนญี่ปุ่นเรียกว่าซันโซ)
ในคติธรรมที่แฝงไว้ในไซอิ๋ว พระถังซำจั๋งเป็นตัวแทนสื่อถึง "ศรัทธา"
แต่การตีความสไตล์เจ้าชายอาเมะ สื่อถึง "ความชอบ ความเชื่อ และความตั้งใจจริง"
เพราะอะไร?
เพราะหากคนเราไม่ชอบ ไม่เชื่อ ไม่ตั้งใจจริงซะอย่าง
จะทำอะไรก็ไม่สำเร็จ
เช่นเดียวกัน หากพระถังซำจั๋งไม่ชอบ ไม่เชื่อ ไม่ตั้งใจจริง และไม่ศรัทธา
ทานคงควบม้ากลับเตียงฮั่นไปแล้ว ไม่ไปชมพูทวีปหรอก ลำบากจะตาย
เพราะฉะนั้นแล้ว พระถังซำจั๋ง จึงเป็นอิมเมจของ "ความชอบ และความพยายามบากบั่นที่จะสำเร็จในสิ่งที่ตัวเองชอบ แม้จะลำบากแค่ใหน"
แต่ลำพังพระถังรูปเดียว จะไปอัญเชิญพระไตรปิฎก...
คงโดนปีศาจกินมรณภาพตั้งแต่ก้าวพ้นเขตจีนแล้วน่ะครับ
พระถังซำจั๋งเองจึงต้องมีสิ่งเหล่านี้คือ
1. ม้า...แสดงถึง ความวิริยะตามหลักธรรม ส่วนหลักเจ้าชายอาเมะ แสดงถึง "ความพยายาม และความสำนึกในหน้าที่"
ตอนแรก น่าจะหมายถึง ความพยายาม อย่างเดียวใช่มั้ย? แล้วทำไมถึงเพิ่มความสำนึกในหน้าที่ด้วย
เพราะม้าในที่นี้มี 2 ม้า คือ
1. ม้าจริงๆ ม้าพระราชทานที่ฮ่องเต้ทรงให้ไว้ก่อนที่จะเดินทาง
2. ม้าแปลง ซึ่งร่างเดิมนั้นคือเจ้าชายมังกรขาว ที่ดันเล่นม้าของพระถังไป 4 ขารวด
ม้าหนึ่งในทางคติธรรมนั้นหมายถึงวิริยะ ความมานะบากบั่น เพราะเป็นม้าที่ถูกกินเมื่อกำลังจะก้าวข้ามแม่น้ำ เปรียบเสมือนว่าความพยายามนั้นได้พ่ายแพ้ต่อปีศาจในขณะที่กำลังมุ่งสู่เป้าหมาย เป็นเหตุให้เลิกล้มกลางคัน
หากไร้ปัญญา (หงอคง) แล้ว ลำพังเพียงศรัทธา (พระถัง) คงไม่สามารถก้าวข้ามขีดความขี้เกียจ (เขตแดนแม่น้ำ) นี้ไปได้ แต่เมื่อมีปัญญา จึงก่อให้เกิดวิริยะ (มีความคิดแล้วก็คิดได้ว่าควรจะพยายามต่อไป) นั่นก็คือหงอคงปราบเจ้าชายมังกร และเจ้าชายมังกรได้ชดใช้โดยการยอมเป็นม้าให้
แต่ในทางเจ้าชายอาเมะ ม้าจริงๆ นั้นไม่มีความหมายใดๆ เลย เพราะผมคิดไม่ออกว่ามันจะสื่ออะไร นอกจากว่าให้พระถังขี่ ก็อาจจะหมายถึงไฟมั้ง...แบบว่าพอเราอยากทำอะไรซักอย่างนึงแล้ว มันก็จะมีไฟใช่มะ แบบว่า เฮ้ยๆๆ ทำไดอารี่กัน เขียนบล็อก ทำสกาย 2 หรือแม้แต่ไปล่าทานาธอส
แต่พอไปได้ซักระยะนึง ก็เกิดเบื่อขึ้นมา พอละ ไม่เอาละ เลิกเล่น เลิกเขียน เลิกล้มความตั้งใจไป
ดังที่กล่าวมาข้างต้น หากหงอคงคือปัญญาในทางคติธรรม ในทางของผมก็หมายถึงความรู้ความสามารถที่เรามีอยู่ เวลาที่เราเบื่อ เราหมดไป แต่เราก็ยังมี Skill ในสิ่งนั้นอยู่ สมมติว่าท่านหัดเรียนเปียโน ตั้งแต่ 5 ขวบ โดยหวังว่าซักวันจะเป็นเบโธเฟ่น แต่พอถึง 13 ก็เลิกไปโดยที่คิดว่าหัดไปก็ไม่มีอไรคืบหน้า แต่ยังไงๆ ท่านก็ยังมีสกิลการเล่นเปียโนติดตัวอยู่ พออายุ 17 เห็นโต๋ศักดิ์สิทธิ์ ออกเทปเล่นเปียโนดังลั่น หรือเห็นท่านจิอากิสุดเท่ เลยอยากเป็นโนดาเมะกับเค้าบ้าง ก็กลับมาหัดเปียโนอย่างบ้าคลั่งอีกครั้งหนึ่ง สกอร์ที่เคยมีไว้ก็รื้อมันมาอ่าน ฝึก ลุยกับมันอย่างสนุกสนานอีกครั้ง...
นี่แหละคือความสำคัญ และความสัมพันธ์ของ Skill กับความตั้งมั่น
กลับมาที่พระถังซำจั๋ง ที่หลังจากโดนแย่งม้าไปกินแล้วแต่ได้หงอคงช่วยปราบเจ้าชายมังกรจนกลายเป็นเบ๊ให้พระถังขี่ ตรงนี้แหละที่แสดงถึง "บทบาทและหน้าที่"
จะว่าไปแล้ว เวลาที่เราเอ่ยถึงตัวละครในไซอิ๋ว เรามักจะพูดกันติดปากว่า "หงอคง โป๊ยก่าย ซัวเจ๋ง และพระถังซำจั๋ง" (บางคนเอาพระถังขึ้นก่อน แต่บางคนก็เอาหงอคงขึ้นก่อน) แต่จะมีใครที่กล่างถึงม้ามังกรนี้บ้าง
ดังนั้น ม้ามังกรจึงมีสถานะคล้ายๆ โดโรโระ คือไม่ค่อยมีใครจะนึกถึงน่ะเอง
แต่หากไร้ซึ่งม้ามังกรแล้ว การเดินทางของพระถังก็ใช่ว่าจะสำเร็จผลโดยง่าย
จังหวะที่เดินผ่านทะเลทราย หรือที่ธุรกันดารจนมนุษย์ไม่สามารถเดินได้ ก็ได้ม้านี่แหละ...ลองคิดดูดิ ถ้าไม่มีม้าแล้วพระถังจะทำยังไง ขี่หลังหงอคง...ก็ได้อยู่หรอกนะแต่ถ้าปีศาจโผล่มาจะทำยังไง ขี่หลังโป๊ยก่ายรังแต่จะทำให้ช้าลงเปล่าๆ ซัวเจ๋งนี่ไม่ต้องพูด สัมภาระก็ต้องแบก ยังต้องแบกอาจารย์อีก...คงทุลักทุเลมากๆ ดังนั้นม้ามังกร จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในการนี้
ในคติธรรมคงเป็นแบบนั้น แต่คติของเจ้าชายอาเมะ ม้ามังกรแสดงถึง "ฟันเฟืองซี่เล็กๆ ในจักรกลชิ้นใหญ่" หรือบุคคลตำแหน่งเล็กๆ ในองค์กรใหญ่ๆ ซึ่งหากปราศจากคนเหล่านี้ไป องค์กรไม่เดินแน่พี่น้อง...
เพราะฉะนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ใหญ่มากจากใหน ถ้ามีความสำนึกในหน้าที่ซะอย่าง งานหรือสิ่งที่เป็นเป้าหมายก็จะสำเร็จได้ลุล่วง เช่นเดียวกับม้ามังกร ที่เดิมเป็นถึงเจ้าชาย แต่ยอมลดตัวลงมาให้มนุษย์ธรรมดาๆ ขี่หลัง สุดท้ายก็บรรลุมรรคผล งานพระถังสำเร็จ ตนเองได้รางวัลตอบแทน จบแฮปปี้เอนดิ้ง
2. หงอคง ซึ่งกล่าวไปแล้วเบื้องต้นว่าหมายถึง "ปัญญา" ในคติธรรม และหมายถึง "ความรู้ความสามารถ" ในคติเจ้าชาย
การจะมีจุดมุ่งหมายจำต้องมีความสามารถติดตัว ซึ่งบางคนก็โชคดีฟ้าประทานมาตั้งแต่เกิดที่เรียกว่า "พรสวรรค์" ส่วนบางคนก็ต้องพยายามแทบล้มประดาตายกว่าจะบรรลุจุดหมาย อันนี้เรียกว่า "พรแสวง"
หากเราไม่มีความสามารถที่จะทำแล้ว การที่เรามีแต่ความตั้งใจ แต่ไร้ความสามารถ จุดหมายที่มุ่งจะไปถึงนั้นอาจเป็นได้แค่ "ฝันลมๆ แล้งๆ" เช่นอยากแต่งเพลงได้อย่างโมสาด แต่ความรู้ทางทฤษฎีดนตรีเป็นศูนย์....อีแบบนี้มันจะไปได้ยังไง๊ ก็ต้องไปหาความรู้เรื่องทฤษฎีเพิ่มเติม หรืออยากวาดการ์ตูน แต่วาดวงกลมยังไม่กลม หรืออยากแต่งนิยายให้ดังอย่างแฮรี่พอตเตอร์ แต่แค่อัพบล็อกยังสื่อสารกับคนอ่านไม่รู้เรื่อง อะไรหยั่งเงี้ยะ สิ่งที่ต้องทำคือ ฝึก ฝึก และฝึก
แล้วรู้มั้ยว่าการฝึกมากๆ ขวนขวายหาความรู้มากๆ ผลจะเป็นยังไง?
คุณเคยหลุดจากตัวตนมั้ย?
อธิบายอย่างงี้คงลำบาก ผมจะเล่าความหมายคร่าวๆ ละกัน
ก็คืออารมณ์ว่า สมมติว่ามีคนกลุ่มนึงอยากตั้งวงดนตรีวิช่วลร็อค ต่างคนจึงไปหัดเล่นดนตรีมา แต่ต่างคนที่ไปเล่นดนตรีนั้นต่างก็ต้องไปหาความรู้ในที่ที่แตกต่างกันไป เพราะคงไม่มีใครที่จะรับสารในที่เดียวกันเป๊ะๆ เว้นแต่ฝาแฝด แต่บางทีฝาแฝดก็ต้องแยกกันเที่ยวบ้าง...พูดง่ายๆ คือ ทั้ง 4 คนที่ไปเรียนวิชาดนตรีคนละวิชา กลับบ้านไปก็เจอสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน จากที่ตั้งใจจะตั้งวงวิช่วลร็อค อาจจะกลายเป็นวงเสกโลโซหรือวงไอน้ำได้ เป็นต้น นี่แหละที่เรียกกันว่า "หลุดจากตัวตน"
คือการที่เรามีความรู้เพิ่มขึ้นแล้วเราไม่สามารถความคุมความรู้นั้นให้มารับใช้ความตั้งใจของเราได้ กลายเป็นความตั้งใจไปรับใช้ความรู้ซะอีก
แต่พระถังมีวิธีควบคุมหงอคง คือ "ห่วงมงคลรัดเกล้าทองคำ"
อื้อ ที่เราคุ้นเคยกันดีน่ะแหละ ห่วงรัดเกล้า ที่พระถังท่องคาถาปุ๊ป ห่วงนี้ก็จะบีบรัดขมับของหงอคงให้ทรมาณ ดิ้นเป็นลิงลวกน้ำร้อนเลยล่ะ
ตรงนี้ทางคติธรรมหมายถึง การที่คนเรามีปัญญาบางครั้งก็คิดฟุ้งซ่าน คิดนู่นคิดนี่ จิดใจไม่สงบนิ่ง จึงต้องอาศัยศรัทธาบังคับปัญญา ให้ปัญญานี้ถูกใช้ไปในทางที่ถูกต้อง
แต่ทางผมเข้าใจว่า เมื่อเรามีความรู้ความสามารถแล้ว ความตั้งใจเดิมที่เคยตั้งใจไว้ก็ทำให้มันเสร็จๆ ซะ อย่าวอกแวก อย่านอกลู่นอกทาง ไม่ใช่ว่าเราไปเจออะไรใหม่ๆ ที่เจ๋งกว่า ดูแล้วชั้นสูงกว่า ก็ทิ้งกำพืดเดิมของตนเองไปหาสิ่งนั้น ความตั้งใจเดิมๆ ของตนเองก็แทบจะสูญเปล่าเมื่อไปเจอกับสิ่งใหม่ๆ ที่ล่อใจ...
เดี๋ยวคราวหน้ามาต่อ ตอนนี้ง่วง พรุ่งนี้ตื่นเช้า ไปล่ะ *-*//
อัพอารายเนี่ยยยย
กว่าจะอ่านหมด
เกือบหลับแน่ะ
#1 By สีสวาท คาสโนวี่ on 2007-12-10 23:27