แวะไปดูบล็อกของคุณฟ้า
เจอคำถาม...ที่แม้แต่นักดนตรีเองยังต้องสะอึก
" ทั้งหมดมันมีกี่คอร์ด? "
...
..
.
มันเป็นคำถามที่ท้าทายนักดนตรีมาก
ผมพยายามนึก เพราะเคยได้ยินแท็กซี่ถามว่า "เออ ไอ้คอร์ดนี่ได้ยินว่ามันมีเป็นร้อยๆ คอร์ดเลยใช่มั้ย?" ไอ่ผมเองก็ลองๆ นับดู ยิ่งนับยิ่งเยอะ วิธีการนับของผมคือเอา 12 ตั้ง (12 คือจำนวณโน้ตทั้งหมดที่สามารถนำมาเป็นแม่คอร์ดได้ คล้ายๆ แม่สี เดี๋ยวจะอธิบายในภายหลัง) แล้วคูณด้วยชนิดของคอร์ด (ถ้าใครเคยเห็นพวกเพื่อนในห้องเรียนที่มันเล่นกีตาร์แล้วพูดว่า เมเจ้อ ไมเน่อ เซ้เว่น ซัดทู อะไรพวกนี้แหละครับ คือชนิดของคอร์ด) คูณไปคูณมาได้เป็นร้อยๆ เลยขี้เกียจนับ บอกแท็กซี่เค้าไปว่า "ครับ มีเป็นร้อยๆ คอร์ดเลยครับ" แล้วแท็กซี่ก็เลยถามผมต่อว่า...
แล้วน้องจับได้ทุกคอร์ดรึเปล่า...
"ครับ" ผมตอบไปแบบนั้น แต่ผมก็ไม่ได้โม้นะ เพราะผมจับได้ทุกคอร์ดจริงๆ ถ้าพูดให้ถูกก็คือ "เพราะผมรู้โครงสร้างคอร์ด" ต่างหาก ผมเลยสามารถจับได้ทุกคอร์ด
กลับมาสู่คำถามเดิมๆ ของคุณฟ้า ตะกี๊คุณฟ้าถามว่าคอร์ดทั้งหมดมีกี่คอร์ด... เอ่อ ถ้าให้ประมาณล่ะก็ได้นะ แต่ถ้าให้เอาชัวร์ๆ ไอ้กระผมเองก็ไม่แน่ใจ จึงต้องไปไล่เปิดเอาในวิกิพีเดีย...ก็ดั๊นนน ไม่มีคำตอบที่แน่นอนอีก ผมเลยใช้เซนส์ นับชนิดของคอร์ดที่ปรากฏในวิกิพีเดีย แล้วคัดเอาเฉพาะที่เป็นคอร์ดที่มนุษย์มนาเค้าเล่นกัน (พวกไฮเปอร์โพลี่คอร์ดตะบักตะบวยอะไรนั่น ผมไม่นับ) เบ็ดเสร็จคูณกันแล้วได้ 192 คอร์ด (-หนึ่งร้อยเก้าสิบสองคอร์ดถ้วน-) ครับ
เอวัง ตั้ง 192 คอร์ด จะจับ จะจำกันหมดเหรอ? สมมติว่ามีนักดนตรีมือใหม่ไฟแรง ใคร่ไฝ่รู้ในวิถีดนตรีผ่านมาอ่านแถวนี้ คงเป็นลมล้มพับตายหงส์ตายห่าน เมื่อรู้ว่าสกิลที่ควรมีในวิชาชีพคุณมันตั้ง 192 กระบวนท่า... ไม่เป็นไรครับ ถึงจะไม่มีใครอ่าน แต่ผมก็จะบอกเคล็ดลับในการฝึกยุทธ์ ไม่ว่าคุณจะเล่นกีตาร์ หรือคีย์บอร์ด คุณสามารถนำกลฝึกวิชาเหล่านี้ไปใช้ได้ครับ ผมค่อนข้างรับรองว่าถ้าคุณจำเคล็ดเหล่านี้ได้ คุณจะขยับเข้าใกล้ยอดฝีมือของยุทธภพดนตรีเข้าไปอีกเก้าแน่นอนครับ
_______________________________________________________________________
เริ่มกันที่ ก่อนอื่นเราต้องศึกษาทรัพยากรที่เรามีอยู่ นั่นคือตัวโน้ตครับ ในเอนทรีนี้ผมจะอธิบายด้วยตัวโน้ตระบบไทยล้าสมัย (คือเป็นหลักสูตรที่พี่ไทยสอนๆ กันมาโดยไม่รู้เหนือรู้ใต้ แต่เอาไปใช้ในระบบสากลอื่นๆ ไม่ได้เลย) กับระบบอเมริกันโน้ต (เรียกให้มันกระแดะไปงั้นเอง จริงๆ แล้วนอกจากเยอรมันแล้วทุกประเทศใช้ตัวโน้ตเดียวกันหมดครับ) โดยระบบอเมริกันโน้ตผมจะวงเล็บไว้แล้วทำตัวสีอ่อน เพื่อไม่ให้ลายตาเวลาอ่าน ประาณว่าถ้าใครไม่รู้เรื่องก็อ่านข้ามได้เลย ส่วนใครรู้เรื่องแล้ว หรืออยากรู้เรื่องก็เพ่งเอาซักหน่อยจะได้ความรู้เพิ่มเติมอีกครับ
อันว่าตัวโน้ตนั้นบ้านเราสอนกันมาว่ามีเจ็ดตัวคือ โด่ เร มี ฟา ซอล ลา ที แล้วก็กลับไปโด๊~~~~ ใหม่ แต่หลายคนคงไม่รู้ว่า โน้ตเหล่านี้มันมีชื่อเรียกอีกแบบนึงคือแบบอเมริกันโน้ต คือ C (โด) D (เร) E (มี) F (ฟา) G (ซอล) A (ลา) และ B (ที) และตัวโน้ตเหล่านี้มีสิ่งที่เรียกว่า "ครึ่งเสียง" โดยที่ระหว่างตัวโน้ตโดและเรนั้น มีโน้ตอีกตัวนึงที่บ่งชี้เสียงโดและเสียงเรอย่างละครึ่ง คือฟังไม่ออกว่ามันโน้ตอะไรกันแน่ระหว่างโดหรือเร เขาจึงกำหนดชื่อมันว่า "โดชาร์ป" หรือ "เรแฟลต"
คำว่า "ชาร์ป" หรือ "แฟลต" นั้น มีไว้ต่อท้ายชื่อตัวโน้ต เพื่อบ่งชี้ว่าตัวโน้ตตัวนั้นมีเสียงที่ไม่เท่ากับชื่อโน้ตที่ยังไม่ได้เติม เช่น "โด" กับ "โดชาร์ป" นั้นเสียงไม่เหมือนกัน โดยที่ "โดชาร์ป" นั้นเสียงจะสูงกว่า "โด" แต่สูงไม่เท่า "เร" และ "เร" กับ "เรแฟลต" เอง ก็ไม่เท่ากันโดยที่ "เรแฟลต" นั้น เสียงตำกว่า "เร" แต่ต่ำลงไปไม่เท่า "โด"
สรุปง่ายๆ คือ "ชาร์ป" บ่งบอกว่าสูงกว่าปกติ และ "แฟลต" บ่งบอกว่าต่ำกว่าปกติน่ะเอง
http://prince-ame.exteen.com/images/dodire.mid
เมื่อรู้จักคำลงท้าย "ชาร์ป" และ "แฟลต" แล้ว เราจะมาเช็คกันว่าตัวโน้ตทั้งหมดมีอะไรบ้าง
ตัวโน้ตทั้งหมดที่มีอยู่ในสารบบดนตรี เรียงตามลำดับความสูงของเสียงคือ
โด โดชาร์ปหรือเรแฟลต เร เรชาร์ปหรือมีแฟลต มี ฟา ฟาชาร์ปหรือซอลแฟลต ซอล ซอลชาร์ปหรือลาแฟลต ลา ลาชาร์ปหรือทีแฟลต และที ( C / C#Db / D / D#Eb / E / F / F#Gb / G / G#Ab / A / A#Bb / B )
พอหมดตัวโน้ตชุดนี้ก็จะวนมาที่โดใหม่อีกครั้ง ด้วยเสียงที่สูงกว่าเดิม และวนเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนแม้แต่หูมนุษย์ไม่ได้ยินเสียงแล้ว ก็ยังคงเป็นโดเรมีไปเช่นนั้น (จะเห็นได้ว่า ตัวที่ไม่รับชาร์ปมาลงท้าย คือ มี และ ที ส่วนตัวที่ไม่รับแฟลตมาลงท้าย คือ โด และฟา)
____________________________________________________________________________
เมื่อรู้จักกับตัวโน้ตแล้ว เราจะพามารู้จักการสร้างคอร์ด หรือพูดให้เท่ๆ หน่อยก็คือการผสมคอร์ด การผสมคอร์ดก็คือการจับตัวโน้ตเหล่านี้มาผสมกันเพื่อที่จะทำให้เกิดเสียง ดนตรีที่ไพเราะนั่นเอง
การผสมคอร์ด คาดว่าน่าจะเกิดจากการที่ปกติแล้วเรามักนิยมเล่นเพลงแนวเดียว หรือเพลงแบบ Melody ที่มีแต่ตัวโน้ตเพียวๆ (ลองนึกถึงการร้องเพลงแบบไม่มีดนตรีประกอบ หรือนึกถึงตุ๊กตาไขลานที่มีเพลง หรือให้หนักข้อกว่านั้นก็จงนึกถึงโทรศัพท์มือถือที่มีเสียงเรียกเค้าแบบ Monophonic สิ) การเล่นเพลงแนวเดียวมันก็เพราะดี แต่มันมีแค่โน้ตโดดๆ มันก็ทำให้รู้สึกไม่ค่อยเต็ม เหมือนขาดอะไรไป...
มีอยู่วันนึง มีนักดนตรีสองคน นั่งรอเพื่อนอีกคนที่จะมาซ้อม ระกว่างรอนั้นแต่ละคนก็เล่นดนตรีของตัวเองไปคนละทาง ปรากฏว่ามีบางตัวโน้ตที่เล่นพร้อมกันแล้วฟังดูเพราะแปลกๆ ถึงจะเป็นคนละโน้ตกัน แต่พอเล่นด้วยกันแล้วดันกลมกลืนกันซะนี่...พวกเขาสองคนมองหน้ากันแล้วก็ พยายามศึกษาหาทางคิดว่า เอ แล้วโน้ตอะไรกับโน้ตอะไรบ้างล่ะ ที่เล่นด้วยกันแล้วเกิดคู่เสียงที่กลมกลืนกัน
ผลที่คนโบราณศึกษามาได้ มีดังต่อไปนี้
1. คอร์ดชุด "ไทรแอด" (Triad) ไทร หรือไตร แปลว่าสาม ฉะนั้นไทรแอด จึกประกอบด้วยโน้ต 3 ตัวอย่างแน่นอนไม่ต้องสงสัย แล้วว่าแต่มันสามตัวใหนบ้างล่ะ?
สมมติว่าถ้าเรานำโน้ต โด เร มี มาวางเข้าด้วยกัน และเล่นพร้อมกัน
http://prince-ame.exteen.com/images/doremi.mid
มันก็จะเกิดเสียงชิดๆ ฟังดูไม่น่าจะเพราะ
แต่ถ้าลองเปลี่ยนเป็น ให้โน้ตแต่ละตัวอยู่ห่างกันสองสเต็ป เป็น โด มี ซอล ล่ะ?
http://prince-ame.exteen.com/images/domiso.mid
เออแฮะ รู้สึกฟังเป็นเพลง เหมือนเพลงทั่วไปที่เคยได้ยิน คุ้นๆ ใช้ได้ๆ บันทึกไว้เป็นสูตรผสมเลยละกัน
ครับ สูตรนี้เลยกลายเป็นที่มาของ "คอร์ดเมเจอร์"
1.1 คอร์ดเมเจอร์ (Major Chord) คือคอร์ดที่ผสมกันระหว่างโน้ตตัวตั้ง (สมมติให้เป็นโด) และโน้ตที่ห่างออกไปทีละสองสเต็ป (โด เร มี ฟา ซอล) (C E G) นำมาผสมกัน จะได้คอร์ด "โดเมเจอร์" (C Major)
คอร์ดนี้ชื่อโด นามสกุลเมเจอร์เพราะตระกูลคอร์ดนี้จะให้เสียงเหมือนกันคือความรู้สึกสดใส ถ้าสมมติว่าไม่ใช่โดล่ะ...?
ก็ลองเปลี่ยนตัวตั้งจากโดเป็นฟาก็ได้ ให้ฟาเป็นตัวตั้ง จากนั้นก็เลือกตัวโน้ตมาผสมตามสูตร โดยใช้ตัวโน้ตที่ถัดจากฟาไปทีละสองสเต็ป (ฟา ซอล ลา ที โด) (F A C)
ก็จะได้เป็นคอร์ด "ฟาเมเจอร์" (F Major)
http://prince-ame.exteen.com/images/falado.mid
ทีนี้ลองเปลี่ยนตัวตั้งเป็นเรบ้าง ลองสูตรเดียวกัน เอาเรเป็นตัวตั้ง ตามด้วยสองสเต็ป (เร มี ฟา ซอล ลา) (D F A) ออกมาแล้วเป็น...
http://prince-ame.exteen.com/images/refala.mid
เฮ้ย ทำไมไม่ได้ออกมาเป็นเสียงเมเจอร์ล่ะ ก็ผสมตามสูตรแล้วนี่นา ทำไมเสียงออกมาเป็นหมอลำๆ
เพราะ ตัว "ฟา" ครับ ตัว "ฟา" ห่างจากตัว "มี" แค่ครึ่งเสียง (สังเกตว่าต่อจากมีแล้วเป็นฟาเลย ไม่มีอะไรคั่น) เลยพอนับดูแล้วไม่เต็มสองสเต็ป นับแล้วเหมือนได้แค่สเต็ปครึ่ง ( เร -> เรชาร์ป (ครึ่งสเต็ป) -> มี( 1 เสต็ป) -> ฟา( 1 สเต็ปกับอีกครึ่ง) -> ฟาชาร์ป (2 สเต็ป) ) ดังนั้น ถ้าอยากได้โน้ตที่ห่างจากเร 2 สเต็ป ต้องใช้ "ฟาชาร์ป"
เพราะฉะนั้น ถ้าอยากได้คอร์ดเรเมเจอร์ ( D Major) ต้องใช้ตัวโน้ต เร ฟาชาร์ป และลา ผสมกันครับ ( D F# A)
http://prince-ame.exteen.com/images/refila.mid
เห็นมั้ยครับ กลับมาเป็นเสียงอย่างเมเจอร์เหมือนเดิมแล้ว
ส่วน ไอ้เสียงหมอลำๆ เมื่อกี๊ เค้าก็ไม่ได้โละทิ้งไปนะครับ การผสมแบบนั้นพอมาฟังอีกทีก็ได้ฟิลดีเหมือนกัน เลยนำมาเป็นอีกสูตรนึงที่เรียกว่า "คอร์ดไมเนอร์"
1.2 คอร์ดไมเนอร์ (Minor Chord) ครับ ไมเนอร์ที่แปลว่าเล็กน่ะแหละ จะตรงข้ามกับเมเจอร์ที่แปลว่าใหญ่ เพราะคอร์ดเมเจอร์ฟังดูกว้าง แต่ไมเนอร์ฟังดูแคบ ก็เลยตั้งชื่อตามนั้น สูตรของคอร์ดไมเนอร์คือ"ใช้สูตรเดียวกับเมเจอร์ แต่ใส่แฟลตที่ตัวกลาง"
เช่น สมมติว่า จะใช้โดเป็นตัวตั้ง ก็ใช้สูตรเดียวกับเมเจอร์เลยคือ โด มี ซอล หลังจากนั้นก็ให้ใส่แฟลตลงไปที่ตัวที่ตัวกลาง คือตัวมี กลายเป็น "โด มีแฟลต ซอล" (C Eb G)
http://prince-ame.exteen.com/images/domiso.mid นี่คือโดเมเจอร์
http://prince-ame.exteen.com/images/doriso.mid และนี่คือโดไมเนอร์
เพื่อนๆ พอฟังความแตกต่างของ "เมเจอร์" และ "ไมเนอร์" ออกมั้ยครับ? ถ้าเริ่มฟังกันได้แล้ว และเจ้าของบล็อกไม่ท้อซะก่อน คราวหน้า จะเริ่มอัพคอร์ดตระกูลอื่นๆ แต่ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็คงจะเป็นการรวบรวมชื่อคอร์ดตระกูลต่างๆ ไว้เป็นข้อมูล ให้รู้ว่าคอร์ดในโลกนี้มีอะไรบ้าง แต่จะไม่อัพไปถึงรายละเอียด ส่วนผสม และอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ
แต่พอเ้ข้าใจคร่าวๆ

#1 By Swordman แห่ง Iris on 2008-11-27 05:35