+:~: - Chocohime - :~:+ View my profile


Ame งดจัดรายการระยะนึง ขอเชิญรับฟังนักจัดรายการท่านอื่นจัดตามเวลาปกติครับ

จริงๆ ผมก็ไม่ใช่โปรอะไร จะเรียกว่าเทคนิคก็ไม่เชิง

แต่เป็นอะไรที่ผมเห็นๆ มาแล้วเป็นจุดเล็กๆ น้อยๆ สำหรับผู้ที่ชอบทำสิ่งนี้อยู่แล้ว เอาไปปรับใช้กับตัวเองให้ผลงานของตัวเองคมขึ้น

หรือจะเรียกอีกอย่างว่าเป็นวิธีที่ "อยากให้ลองทำดู" นั่นเอง

มีคนถามผมหลายคนว่าการแปลงเพลงทำอย่างไร (โดยเฉพาะการแปลงจากเนื้อญี่ปุ่นเป็นเนื้อไทย)

ในบอร์ดนั้นมี 2 ท่านที่ได้แปลงเพลงบ่อยๆ คือลุคคุงกับไอจิน

แต่ผมลองถามสองท่านนี้ก็จะได้คำตอบเหมือนๆ กันคือ ฟังเพลงที่จะแปลงบ่อยๆ จนติดหู อ่านความหมายของเพลงจนสามารถนึกความหมายออกทันทีที่ได้ยินเสียง และก็ปล่อยอารมณ์ตามสบายๆ แล้วเนื้อมันก็ออกมาเอง...

...

..

.

ง่ายไปมั้งเพ่!!!

ก็เข้าใจอยู่นะว่าเนื้อมันจะออกมาเองได้ยังไง ด้วยความเป็นศิลปิน แต่ในขณะที่คนธรรมดาบางคนปล่อยอารมณ์ไปหลายร้อยมวนแล้วเนื้อเพลงก็ยังไม่เข้าหัวซักที

ดังนั้นผมเลยจะแนะวิธีง่ายๆ ในการแปลงเพลง และสามารถเอาไปปรับใช้กับการแต่งเพลงออริจินอลของตัวเองได้อีกด้วย!

เริ่มต้นที่...

1. ศึกษาโน้ตเพลง ไม่จำเป็นต้อง Perfect Pitch ขอแข่ให้รู้ว่าระดับเสียงใหนสูงต่ำกว่ากันเป็นพอ ตัวอย่างเช่น

" Ka wa i ta"

คงไม่ต้องบอกว่านำมาจากเพลงอะไร ถ้าท่านเป็นโอตาคุพอ

ตรงนี้ถ้าท่านนึกออกว่าเป็นเพลงอะไร (คนที่ไม่รู้จริงๆ ตรงนี้จะอ่านข้ามๆ ไปก็ได้ เดี๋ยวจะอธิบายเรื่องเสียงของตัวโน้ตอีกที) ท่านจะรู้ว่า เสียง "อิ" ในคำว่า "คาวาอิตา~~" นั้น ต่ำกว่าเสียงอื่น

นั้นหมายความว่า เสียง คา วา และ ตา ที่มีระดับเท่ากันนั้น สูงกว่าเสียง อิ ที่มีระดับต่ำกว่าเสียงอื่นๆ นั่นเอง

ดังนั้น ขอแค่เรารู้ว่าเสียงอะไร สูงกว่า ต่ำกว่า หรือเท่ากันกับเสียงใหน เราก็จะสามารถเลือกคำที่เหมาะสมนั้นใส่ลงไปในท่วงทำนองได้น่ะเอง...

2. รู้จักเสียงสูง-ต่ำ

เมื่อได้ทำนองมาแล้ว รู้ว่าเสียงอะไรสูงหรือต่ำในท่อนใหน ก็จะเข้าสู่สิ่งที่ยากที่สุดในการแต่งเพลงภาษาไทย คือ...วรรณยุกต์

ผมไม่รู้ว่าเพื่อนๆ มีความรู้ความเข้าใจกับวรรณยุกต์มากน้อยแค่ใหน เพราะผมเห็นบางคนพึ่งรู้ว่าอักษรต่ำใส่ไม้ตรีไม่ได้ก็มี (อ้างอิงจากบล็อกของอุโร๊ะ ในคดีฆาตกรรมปริศนาอุฮิ) หรือที่เห็นบ่อยๆ จนรำคาญตาคือ "นะค่ะ" ผมไม่รู้ว่าพี่จะกดเสียง "ค่ะ" ให้ต่ำกว่า "นะ" ทำไม อะไรค้ำคอเหรอครับ? หรือตั้งใจจะสื่อถึง "นะคะ" (เสียงสูงทั้งคู่) แต่ดันไปใส่ไม่เอกตรงคอควาย...ก็พูดกันบ่อยเลยนะครับแต่ก็ยังมีมาให้เห็นกันอย่างไม่เลิก ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน

ผมจะอธิบายก่อนว่า เสียงแต่ละเสียงจัดอยู่กลุ่มใหนบ้าง

1. กลุ่มเสียงกลาง ธรรมดา เช่น มา ไป เธอ เรา เดิน ยืน กิน ฯลฯ กลุ่มนี้เรียกว่า "กลุ่มเสียงสามัญ" เพราะเป็นกลุ่มที่ไม่ใส่ไม้อะไรเลย สามารถลงแทนได้ทุกระดับเสียง

2. กลุ่มเสียงต่ำ เช่น ข่า หนัก เกิด เปิด ปิด จ่า จ่อ ขี่ หมู่ ฯลฯ กลุ่มนี้เรียกว่า "เสียงเอก" เพราะส่วนใหญ่จะเป็นไม้เอก แต่บางส่วนเป็นเสียงปิดที่ไม่ค่อยเหมาะกับการแต่งเพลงเท่าไร การใช้เสียงในหมวดนี้ต้องระวังให้มาก

3. กลุ่มเสียงสูง เช่น ชั้น นี้ นั้น ท้องฟ้า ล้า ป๊า ม้า ก๊ง ฯลฯ กลุ่มนี้เรียก "เสียงตรี" แม้ส่วนใหญ่จะเป็นไม้โท (เพราะอักษรต่ำเมื่อใส่ไม้โทจะผันเสียงเป็นเสียงตรี) แต่ถ้าให้แนะนำก็ควรจะใช้คำที่เป็นเสียงตรีแต่มีไม้โทมาแต่งเพลง เพราะเป็นคำไทยแท้ ฟังแล้วไม่ขัดเขินรูหู (ยกเว้นเพลงคุณจะแนว อันนี้ก็ไม่ว่ากัน) ส่วนคำที่ใส่ไม้ตรีเช่น จ๊าก ก๊ก เจี๊ยบ ป๊า เจ๊งบ๊ง ส่วนใหญ่เป็นคำที่ยืมมาจากภาษาต่างประเทศ (โดยเฉพาะจีน) และเป็นคำที่เลียนเสียงธรรมชาติ จะไม่ค่อยเหมาะกับเพลงโดยทั่วไปนัก

4. กลุ่มเสียงสไลด์ขึ้นสูง เช่น ฉัน ผัน ฝัน สูง ขอ หรือ ก๋ง ไก๋ ป๋า โต๋เต๋ ฯลฯ กลุ่มนี้เรียก "เสียงจัตวา" แต่ส่วนใหญ่จะเป็นคำที่ไม่มีวรรณยุกต์อะไร (เพราะอักษรสูงจะออกเสียงแบบนี้โดยไม่ต้องใส่ไม้อะไร) ซึ่งถ้าให้แนะนำก็อยากให้ใช้คำที่ไม่มีไม้มากกว่าคำที่มีไม้จัตวา เพราะเป็นคำไทย (ส่วนคำที่มีไม้จัตวามักจะเป็นคำที่มาจากต่างประเทศหรือเลียนเสียงธรรมชาติ) คำกลุ่มนี้เป็นคำที่ใช้บ่อยๆ พอๆ กับกลุ่มสามัญ เพราะเป็นคำที่แทนในตำแหน่งเสียงสูง (3.) ได้ดี

5. กลุ่มอักษรสไลด์ลงต่ำ เช่น ข้า บ้า โง่ ชี่ ม่อง ได้ ก้าว พี่ ฯลฯ กลุ่มนี้เรียก "เสียงโท" เป็นกลุ่มที่ใช้ยากที่สุดในสารบบเพลงไทย เพราะด้วยเสียงที่ประหลาดของมัน ทำให้ไม่ค่อยจะมีที่ลง ถึงลงไปแล้วก็ไม่สามารถเล่นโน้ตแทนเสียงของมันได้ (จริงๆ ก็ได้ แต่ไม่ใช่เสียงโท 100% เป็นแค่เสียงโน้ตแทนกึ่มๆ เท่านั้นเอง) แต่บางคำสามารถใช้แทนในส่วนของคำสามัญได้เช่น "หากว่ารักนี้" จะออกเสียงเป็น "หาก วา ร๊าก นี๊~~" (เพลงของหมีพูห์ หวังว่าคงจะนึกกันออกนะครับ)

เมื่อแยกกลุ่มของเสียงได้แล้ว ก็อยู่ที่วิจารณญาณของคุณว่าจะใช้เสียงใหนใส่ลงในโน้ต แนะนำว่ากลุ่มโน้ตที่ไล่เสียงขึ้นก็ควรจะไล่จากต่ำไปกลาง หรือกลางไปสูง หรือต่ำไปสูง หรือใช้โน้ตที่สไลด์ได้ให้เป็นประโยชน์ จะเพราะกว่าการที่พยายามสร้างเพลงให้มีความหมาย แต่ลืมคำนึงถึงเสียงที่จะออกมา มันจะฟังดูแปร่งๆ แปลกๆ

ตัวอย่างเช่น โน้ต "มี้เรโด่"

โน้ตนี้สามารถใส่คำที่เหมาะสมได้สารพัด ตั้งแต่ ฉันรักเธอ (ชั้น-รัก-เถ่อ) เพราะมีเธอ (เพราะ-มี-เถ่อ) ฉันไม่จ่าย (ชั้น-ไม-จ่าย) ชู้เกย์ส่อ (ชู้-เก-ส่อ) ทืบมันเลย (ทื๊บ-มัน-เหล่ย) ฯลฯ เพื่อนๆ ลองคิดดูเล่นๆ ได้นะครับว่าจะเอาอะไรใส่ลงไป

แต่ถ้าโน้ตเดียวกันอย่าง "มี้เรโด่" เราจะใส่คำว่า "จากวันนั้น" ไป มันจะกลายเป็น "จ๊าก-วัน-หนั่น" ซึ่งฟังแล้วดูขัดๆ ดูเหมือนไม่ใช่ภาษาไทย จากข้อนี้ก็น่าจะรู้ว่า ไม่ใช่ทุกคำที่จะใส่ลงในตัวโน้ตได้ อย่าง "จากวันนั้น" จะเหมาะมากถ้ายอู่ในโน้ตที่เป็น "โด่เรมี้"

แต่ถ้าสลับเป็น "โด่มี้เร" จะเป็นจากวันนั้น หรือฉันรักเธอ ก็ใส่ลงไปไม่ได้ มันจะกลายเป็น "จาก-วั้น-นัน" หรือ "ฉั่น-รัก-เธอ" แต่ถ้าเป็นคำว่า จากนี้ไป จะลงได้พอดีเลยครับ

สรุปความที่อธิบายไปยาวเหยียดจากข้างบนคือ เสียงกลางสามารถใส่ได้ทุกระดับเสียง เสียงสูงจะใส่เมื่อมีระดับเสียงที่สูงกว่าถัดออกไป เสียงต่ำจะใส่เมื่อมีระดับเสียงที่ต่ำกว่าถัดออกไป เสียงสไลด์สูงแทนเสียงสูงได้ 100% และเสียงสไลด์ต่ำแทนทุกเสียงได้บางคำ

3. รู้จักเสียงสั้น-ยาว ปิด-เปิด ข้อนี้จะรวบรัดเข้าเป็นข้อเดียวกัน เพราะเป็นการออกเสียงที่เกี่ยวเนื่องกัน

อันว่าเพลงนั้นย่อมมีจังหวะโน้ตที่สั้น-ยาวแตกต่างกันออกไป เพราะถ้าหากมีเพลงนึงที่ใช้โน้ตที่ระดับยาวเท่ากันมาแต่งเพลงคงฟังแล้วขัดๆ หูมึนๆ ยังไงไม่รู้ ในภาษาไทยก็เหมือนกัน ภาษาไทยจะเสียเปรียบภาษาญี่ปุ่นตรงที่ภาษาไทยมีเสียงสั้น-ยาว ปิด-เปิด ในขณะที่ภาษาญี่ปุ่น ทุกเสียงเท่ากันหมด และไม่มีเสียงปิด (เสียงญี่ปุ่นที่ยาวกว่าก็เพราะใส่ตัวที่มีสระเดียวกับตัวหน้าลงไปเช่น โท มาจาก โทะ+โอะ) ฉะนั้นแล้วเพลงไทยจึงมีข้อจำกัดในการแต่งเยอะกว่าเพลงญี่ปุ่นมากๆ (รวมถึงเพลงเกาหลี จีน และเพลงทางฝั่งตะวันตก) ดังนั้นจึงต้องมีการฝึกใช้คำให้เชี่ยวชาญ เพื่อจะได้สรรหาคำใหม่ๆ มาลองใช้ได้โดยที่ฟังแล้วไม่ขัดหู

การใช้เสียงสั้นยาวนั้น สามารถกะเอาได้ด้วยจังหวะเพลง  ทำนองที่มีจังหวะสั้นติดๆ กัน สามารถใช้คำที่มีเสียงสั้นแทรกไว้ในระหว่างกลางท่วงทำนองได้ แต่ไม่แนะนำให้ใช้คำที่มีเสียงสั้นอยู่ท้ายทำนอง ซึ่งมักจะเป็นโน้ตที่ส่งยาว

ในข้อนี้ เราจะแบ่งคำออกเป็นกลุ่มๆ ดังนี้ (เรียงตามความยาวในการออกเสียง)

1. กลุ่มสั้นสุดๆ เช่น จะ ณ หรือ หระ ของ อิสระ กลุ่มนี้ใช้ได้ฟรี สามารถขึ้นต้นได้ แต่ลงท้ายไม่ค่อยสวย

2. กลุ่มเสียงสั้นปิด เช่น หยุด ปิด ชิด รัก กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ต้องใช้กับโน้ตที่ออกเสียงชัดเจน แต่ไม่แนะนำให้ลงท้าย (ยกเว้นรัก เพราะหลายๆ คนก็ออกเสียงเป็น ร๊า~~~~ก)

3. กลุ่มเสียงสั้นขึ้นจมูก เช่น ยัง คง ฝัง ลง ฉัน มัน ทำ ล้ม กลุ่มนี้ใช้ได้เป็นบางคำในหลายๆ จุด แต่เนื่องจากเป็นเสียงสั้นจึงไม่สามารถลงที่โน้ตยาวได้

4. กลุ่มเสียงยาวปิด เช่น อยาก พราก โจ๊ก ฟาด สาป ฯลฯ กลุ่มนี้ใช้พวกเสียงเน้นๆ ต้นๆ ได้ เช่น "อยากขอ~ ให้รักเรานั้น~ บลาๆๆ"

5. กลุ่มเสียงยาวขึ้นจมูก เช่น ทาง การ เดิน ผลาญ งาม โครมคราม ฯลฯ กลุ่มนี้สามารถใช้ได้โดยทั่วไป ตามความเหมาะสม

6. กลุ่มเสียงสระผสม เช่น ไท เรา เขา เมา ไป ไร หรือ ใย ของ ห่วงใย กลุ่มนี้จะใช้ได้เหมือนเพลงญี่ปุ่น จะแยกเป็นคำๆ เช่น ยา+อิ หรือจะออกเสียงรวบเป็น ใย ก็ได้ (แต่อย่ายาวเกินไป ไม่งั้นจะกลายเป็น ยาย)

7. กลุ่มเสียงยาวทั่วไป เช่น มา ฟ้า สู่ มี หนี หรือ มือถือ ฮา ฯลฯ กลุ่มนี้ใช้กับพวกโน้ตติดๆ ไม่ค่อยจะดี แต่โดยมากสามารถใช้ได้อย่างอิสระ แต่เป็นคำที่ค่อนข้างมีน้อยในภาษาไทย

แต่จะเห็นว่าบางเพลงก็ไม่ใช่ตรงตามที่วางไว้แต่ก็ออกมาเพราะเช่นกัน ทั้งนี้อยู่ที่การจัดสรรทำนองกับคำ แต่วิธีนี้ให้ไว้ในกรณีที่ไม่ได้เป็นผู้แต่งทำนองเอง โดยเฉพาะทำนองแบบญี่ปุ่นซึ่งเื้อื้อกับการออกเสียงแบบญี่ปุ่นที่ไม่ค่อยจะต้องพะวงเรื่องอะไรแบบนี้เลย ไม่มีวรรณยุกต์ ไม่มีการออกเสียงแบบปิดเปิด (ในเชิงภาษาเพลง ถ้าเป็นภาษาพูดก็จะอีกกรณีนึง)

ส่วนผู้ใดอยากฝึกแต่งเพลง หรือฝึกใช้่คำให้คล่องๆ ผมมีวิธี คือ...

แต่งร้อยกรองครับ

อันว่าร้อยกรองนั้นมีฉันทลักษณ์อยู่ 4 ประเภทใหญ่ๆ คือโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน

ถ้าแรกเริ่ม ผมแนะนำให้แต่งกลอนครับ เพราะสัมผัสกลอนนั้นง่าย จังหวะมีเป็นล็อกๆ สามารถแต่งเพื่อขัดเกลาฝีมือ ให้สามารถนำคำที่สละสลวยมาใช้ได้

ถ้าฝีมือเข้าขั้นแล้ว ให้ลองแต่งกาพย์ครับ เพราะกาพย์จะเริ่มมีฉันทลักษณ์ที่ต่างกันออกไป คำในแต่ละท่อนจะเริ่มไม่เท่ากัน เป็นการฝึกการหาคำมาลงในจังหวะที่เปลี่ยนไปได้

ขั้นต่อไปแนะนำโคลงครับ โคลงนั้นโดยจังหวะนั้นเนิบนาบ แต่งแล้วไม่ค่อยมันส์เหมือนกาพย์หรือฉันท์ แต่โคลงหลายๆ โคลง (เช่นโคลงสี่สุภาพ หรือโคลงสองสุภาพ) จะมีการบังคับวรรณยุกต์ เอก โท ทำให้เราสามารถฝึกการนำคำที่มีวรรณยุกต์ที่ตรงกับคำที่บังคับไว้มาใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว (เพราะเพลงนั้นไม่มีบังคับวรรณยุกต์โดยฉันทลักษณ์ แต่บังคับวรรณยุกต์ด้วยเสียงสูงต่ำของตัวโน้ต ดังนั้นคุณควรใช้เซนส์เอาว่าคำใหนควรใช้วรรณยุกต์อะไร)

ถ้าคิดว่าคล่องแล้วทั้งกลอน กาพย์ และโคลง ก็ลองแต่งฉันท์ดูสิครับ ฉันท์นี่ผมลองแต่งดูแล้ว ยากเวอร์ๆ เพราะมันบังคับเสียงสั้น-ยาว และคำที่มีเสียงสั้นมากๆ ตามข้อ 1 (ในทางฉันทลักษณ์เรียกว่า ลหุ) ในภาษาไทยมันก็ไม่ค่อยมีซะด้วย และจะเพลงญี่ปุ่นก็ดี หรือเพลงแร็ปก็ดี คำที่เสียงสั้นนั้นจำเป็นมากๆ ที่ต้องใช้มันด้วยน่ะสิครับ (ตรงนี้ภาษาอังกฤษจะได้เปรียบ เพราะมีคำที่เสียงสั้นมากประกอบเยอะ เช่น a the star twilight twin sparking skin etc.)

ส่วนฉันทลักษณ์นั้นหาไม่ยาก สามารถเสิร์ชได้ใน google หรือใครที่ติดตามบล็อกของ terasphere ก็น่าจะซึมซับได้ไม่ยาก (เดี๋ยวคงรอเจ้าตัวอัพดีกว่า เผื่ออยากจะเผยแพร่วิธีแต่งร้อยกรอง)

อัพไปยาวเหยียด มีแต่ text ล้วนๆ เพราะขี้เกียจหาภาพประกอบกับขี้เกียจทำเสียงประกอบ เอาเป็นว่าถ้างงก็เดี๋ยวค่อยแก้ตัวเอนทรีหน้าละกันเนอะ

ที่อัพไปก็เป็นเพียงแนวทางเท่านั้นนะครับ บางอย่างก็สามารถใช้แตกหน่อหรือนอกลู่นอกทางจากที่ผมอัพไว้ก็สามารถทำได้เช่นกัน ขอให้สนุกกับการแต่งเพลงนะครับ

โอ้ สุดยอดแห่งสาระมากๆเลยอาเมะ มีประโยชน์มากๆจ้า
ทว่า พี่อยากบอกว่าพี่ไม่เก่งภาษาไทยอย่างแรง แม่เจ้าาาา
ขอบคุณมากๆนะ พี่จะนำไปลองประยุกต์ใช้ดูจ้าา

เอนทรีหน้าถ้ามีการขยายความขึ้นอีกก็ดีนะ 555
อยากรู้อีกจัง cry
ทำไมบล้อกเบี้ยวขวาsad smile
พยายามเข้านะ จะรอฟังเพลงของติวอีก

#11 By Koyuki hime on 2009-05-23 21:15

ka wa i ta........ แว่บแรกนึกถึง honey ของ L'arc... แต่มันไม่เกี่ยวกับโอตาคุ คงไม่ใช่สินะ ^^"

วันก่อนเพิ่งนึกๆถึงเรื่องวิธีการเขียนเอนทรี่สอนภาษาไทยจากเสียงพอดี ( เพราะคิดว่าคงจะทำให้เด็กสมัยนี้เข้าใจง่ายกว่า ) เขียนแบบนี้ก็เข้าท่าดีนะ : ) ( แต่คงต้องมีแผนภูมิภาพประกอบมั้งเนอะ ถ้าจะเอาให้เข้าใจมากขึ้น )


จริงๆรวมๆแล้วมันคือไล่คนไปผันไตรยางค์ให้แม่นก่อนน่ะเองเนอะ sad smile เสียงสูงต่ำ คำเป็นคำตาย... เด็กสมัยนี้ดูไม่ค่อยจะสนใจรู้กันเท่าไรจริงๆนั่นแหละ เอิ๊ก

#10 By Jelphyr on 2009-05-23 13:09

555 ติวแกร ตูดูแล้วตูตาลาย เสียงแยกออกเสียงเดียวเองว่ะ
(เสียงกลอง) เสียงอื่นมึนขอรับembarrassed

ป.ล. นับถือๆ มีประโยชน์ดีจัง

#9 By ~kUrokaWa~ jang ^ ^ on 2009-05-22 20:42

# 7
เพลงที่กำลังจะเป็นอดีตเพลงชาติโอตาคุไงพี่

#8 By +:~: - Chocohime - :~:+ on 2009-05-21 23:49

ทำไมคำแรกต้อง คาวาอี้ น่ะ...sad smile

#7 By Trigger on 2009-05-21 23:47

สาระมากๆเลยค่ะ โฮก
มีประโยชน์มากๆเลย cry


จะลองเอาไปใช้ดูนะคะ cry

#6 By 「nA✿mae」 on 2009-05-21 23:11

โหหหหหหหหหห

อัพดีมีประโยชน์ชะมัด >.<

อ่านไม่หมด ตาก้ลายแล้วอ่ะพี่ติว พรุ่งเน้ไปเล่าให้ฟังแทนละกัน 555+

*หันไปดูบล้อคตัวเอง.. สาระช่างน้อยนิด*

#5 By -:-||pInGpOnG||-:-[HIME] on 2009-05-21 23:00

ตอนแรกดูผ่านๆ อ่านเปน เทคนิคการแปลงเพศ... =[]="""" << บ้า 555


ให้ความรุ มีสาระมั่กๆ
แต่เราไม่มีความรุด้านนี้เลย แอบเสียดายเมื่อก่อนไม่มีโอกาสแล้วไม่ได้เรียน >_<"

Hot! Hot! Hot!

#4 By 【 Shin_kt 】 on 2009-05-21 21:32

ยาก.....จัง...

ไม่บรรเจิดพออ่ะ...embarrassed

#3 By Seiyuuhime on 2009-05-21 21:04

ยิ่งอ่านยิ่งสับสนฮ่าๆๆ เสียงสูง กลาง ต่ำ
แยกได้อยู่หรอก แต่เซนส์เรื่องเพลงน่ะ 0% เลยล่ะ
ฮ่าๆๆๆๆ ขอผ่านๆsad smile

#2 By 早乙女有人 on 2009-05-21 21:00

โอ้วแม่เจ้า
นี้กำลังเรียนภาษาไทยอยู่เหรอเนี้ยะ ดูแล้วมึนดีแท้ XD
ปกติเราแปลงเพลงเราก็นึกถึงพวกวรรณยุกต์ เสียงสั้นเสียงยาวบ้าง แต่ไม่ค่อยจะแต่งให้มันคล้องจองกันเท่าไหร่ แบบว่าขี้เกียด 55sad smile (ยกเว้นว่าบังเอิญใช้คำที่คล้องจองกันพอดี)
มีประโยชน์มากๆเลย ไว้จะลองๆไปใช้น่อ Hot! Hot! Hot!

#1 By Mimie on 2009-05-21 20:23