Prince Ame View my profile

Ame

Blog!! Tag!!

posted on 07 Jan 2007 00:14 by prince-ame  in Ame

ในที่สุดก็โดนแท็กกะเค้าซะที นึกว่าจะไม่มีใครสนใจแล้วนะเนี่ย

ตามมารยาท ต้องระบุที่มาสินะครับ

ผมได้รับเกียรติแท็กมาจาก http://regen.exteen.com/ http://momokar.exteen.com/http://19rocks.exteen.com/และ http://valentino.exteen.com/ ครับ(เยอะเหมือนกันนี่หว่า - -a)


一ความเพี้ยนส่วนบุคคล

บ่อยครั้งที่ผมชอบเอาอะไรเพี้ยนๆ มาลงในบล็อก เช่น เปลี่ยน favorite หรืออัพอะไรพิลึกๆ ส่วนนึง (และส่วนใหญ่) เพราะว่าผมไปเอามาจากที่ต่างๆ เยอะแยะอ่ะฮะ ผมเป็นคนที่อ่านหนังสือดะมากๆ จริงอยู่ที่มันไม่น่าแปลกแล้วสำหรับสมัยนี้ ใครๆ เค้าก็อ่านหนังสือหลายประเภทกันทั้งนั้น แต่ผมก็รู้สึกดีใจครับ ที่อะไรๆ ที่ผ่านตาผมมา สามารถส่งไปถึงมือสมอง และถูกกลั่นกรองออกมาเป็นแบบฉบับเฉพาะของตัวเองครับ


二 จุดกำเนิดดนตรี

ผมเคยเล่าไปรึยังน้า จำไม่ได้ แต่ในเม่อจำไม่ได้ผมก็จะเล่าอีกที ว่า ตอนเด็กๆ น่ะ เคยเล่นกะพวกลูกพี่ลูกน้องแถวบ้าน ในกลุ่มเด็กลิง (คุณป้าเรียกแบบนี้) จะมีพี่คนโตคนนึง เป่าแคนเก่งมาก ละก็ น้องอีกคนนึง ซื้อฮาร์โมนิก้ามาใหม่ แต่เป่าไม่เป็น มั่วๆ ส่วนผม มีกีตาร์เด็กเล่น มีปุ่มกดออกมาเป็นเสียงโมโนโฟนิกพิทช์ (เหมือนเสียงมือถือแบบโมโนแหละฮะ) ป้าทางฝ่ายแม่ซื้อมาจากสวิส (ส่วนป้าที่เรียกเด็กลิงนี่ เป็นแม่ของพี่คนโต และเป็นญาติทางฝ่ายพ่อครับ) พี่ผมจะเป่าแคนได้เป็นลาย (เปรียบเที่ยบได้กับสเกล) ผมก็พยายามใช้ไอ่กีตาร์นี่แกะลายที่พี่ผมเป่า (ส่วนน้องอีกสองคนรับบทมือฮาร์โมนิก้า กับตีกลอง เล่นมั่วครับไม่แกะตาม) ตอนั้นนี่ก็ได้ชื่อว่าแกะเพลงยุคแรกๆ เลยนะครับ

ต่อมา ผมย้ายบ้านจากร้อยเอ็ดไปสระแก้ว มีอาจารย์ที่รู้ขักคนนึง เอาเพลยจากหนังสือ "โน้ตขลุ่ย" มาสอนร้อง ผมเห็นหนังสือเล่มนี้มีเพลงเยอะดี เลยร้องให้พ่อซื้อให้ พอซื้อมาแล้ว ผมก็ใช้ "คาสิโอ้โทน" ครับ เล่นตามที่หนังสือโน้ตขลุ่ยบอก ตอนนั้นก็เล่นเพลงที่เคยได้ยิน สามัคคีชุมนุมมั่ง ยอยศพระลอ มั่ง อะไรแนวนี้แหละครับ (คาสิโอ้โทนนี่ดีนะ มันบอกให้เรารู้เลยว่าปุ่มใหน โด เร มี ถ้าอยากให้ลูกเป็นดนตรีเร็ว แนะนำเลยครับ)

จากนั้น ก็คงเป็นเรื่องที่หลายๆ คนรู้กันแล้วมั้ง แต่จะเพิ่มเติมลงไป เพราะหลายๆ คนยังไม่รู้ ถือว่าเป็นข้อ 2.5 ละกันนะ

เครื่องดนตรีที่ผมตั้งใจว่าจะเอาจริงเอาจังเครื่องแรกในชีวิตคือ "กลอง" ครับ ตอนนั้นผมอยากตีกลอง อยากเป็นมือกลอง มือกลองโคตรเท่ ยูกิฮิโร่โคตรเท่ อะไรแนวๆ นั้น เลยไปเรียนมา 3 เดือน...ไม่ได้เรื่องครับ ฮ่ะๆๆๆ ตีจังหวะยากๆ ไม่ค่อยได้ เลยเลิกล้มไป

ต่อมาเล่นกีตาร์ครับ เล่นได้แค่งูๆ ปลาๆ แต่ก็ยังจะเล่น กีตาร์ตัวแรกในชีวิต (นอกจากไอ้กีตาร์เด็กเล่น) เป็นกีตาร์ที่อยู่ในห้องเก็บของบ้านพ่อ (เป็นบ้านลูกพี่ลูกน้องคนนึงเหมือนกัน แต่ปัจจุบันกลายเป็นบ้านพ่อแล้ว) เป็นกีตาร์เก่าๆ ถึงเก่ามาก สีดำตลอดตัว แต่ลอกๆ ให้เห็นเนื้อไม้ภายใน ตัวกีตาร์ด้านหน้าแตกออกจากด้านขอบ (พูดง่ายๆ คือ มันทำท่าจะแยกชิ้นส่วนได้น่ะเองครับ) แถมลูกบิดสายที่5 ยังฟรีอีกตะหาก - -" เป็นกีตาร์ที่เน่าที่สุดก็ว่าได้ แต่ผมก็หัดเล่นไอ่กีตาร์เน่าๆ นี่แหละฮะ จนกระทั่งโปร นับว่าเป็นกีตาร์ที่มีประโยชน์จนตัวตายเลยทีเดียว ปัจจุบัน สภาพกีตาร์ตัวนี้ ถูกแยกชิ้นส่วนแล้วฮะ โดยมีส่วนคอติดเหล็ก (ที่เป็นช่องไว้กด) ที่ผมเอาไว้ใช้ฟาดกะชาวบ้าน นอกนั้น คิดว่าแม่ผมคงขายทิ้งไปแล้ว

ก็เล่นกีตาร์สลับกับกลองและเบสไปเรื่อยๆ ครับ (ตอนนั้นเล่นเบสแบบง่ายๆ กระจอกๆ เล่นไว้เวลาที่ขาดมือเบสก็ไปแจมได้) จนกระทั่งได้เห็นคนเล่นวินทอร์ฟอลในวันนั้นแหละครับ (รายละเอียดไปอ่านได้ที่เอนทรี http://prince-ame.exteen.com/20061003/happy-birthday) เลยหันมาจริงจังกะเบสในที่สุด


三 ประวัติการศึกษา

นี่แหละ เป็นเรื่องที่ไม่เคยบอกให้ใครฟังเลยยยยยยยย ของแท้และแน่นอน เอาล่ะ จะเล่าให้ฟังละนะ

ประวัติการศึกษาของผมก็ทั่วๆ ไปครับ เหมือนชาวบ้านชาวช่อง เริ่มต้นที่ชั้นเด็กเล็กก็เรียนที่โรงเรียน "ถนนชัยสามัคคี" จังหวัด้อยเอ็ดครับ เป็นโรงเรียนที่คุณอาสอนอยู่ จากนั้นปีนึงต่อมาก็ชอบร้องให้หาแม่ จนเป็นเหตุให้ต้องย้ายไปยัง "โรงเรียนบ้านหนองม่วง" ที่แม่ผมสอนอยู่ครับ เรียนอยู่ที่นั่นสามปี ด้วยผลการเรียนระดับท็อป (ของตำบล - -") แม่ผมก็ย้ายไปสอนที่ ร.ร. "บ้านมหาเจิรญ" ที่วังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้วครับ (แน่นอนว่า ใกล้ชิดกะกลุ่มวังน้ำเย็นกันเลยทีเดียว) เรียนอยู่ที่นู่นปีเศษๆ ในขณะที่ผลการเรียนก็ยังคงระดับท็อปเช่นเดิม แน่นอนครับว่า เรียนท็อปๆ แบบนี้ ชีวิตผมมีอะไรมั่ง...ก็เหมือนเด็กเนิร์ดทั่วไปแหละครับ อ่านหนังสือ คุยกะผู้ใหญ่ ครูบาอาจารย์ ไม่สุงสิงกะเพื่อนฝูง และแน่นอนที่สุดว่า มักตกเป็นเป้าของการโดนแกล้ง อ้อ ขี้แยด้วยนะ โดนกล้งแล้วร้องให้ ฟ้องแม่ ฟ้องครู โกรธกระทืบเท้า บางครั้งโดนครูตีก็ร้องให้กระทืบเท้า จนโดนตีอีกรอบ - -"

ช่วงที่อยู่วังน้ำเย็นนี่ ป็นช่วงท็อปของผมเลยครับ เรียกว่าเป็นความหวังของโรงเรียนก็ว่าได้ อาจารย์มักส่งผมไปแข่งสอบวัดความรู้ในโปรแกรมทัวร์ต่างๆ เยอะแยะ ตั้งแต่ชิงแชมป์ระดับอำเภอ ชิงแชมป์จังหวัด ชิงแชมป์ประจำราชวิชา (พวก เลข ส.ป.ช.) ฯลฯรู้สึกที่ได้มานี่จะเป็นที่หนึ่งของอำเภอ ที่สองของจังหวัดละมั้ง (เสียดายโคตร T^Tถ้าขยันอ่านอีกนิดหน่อยก็แชมป์จังหวัดแล้ว ฮือ) ได้เกียรติบัตรใบแรกของชีวิตก็ที่นี่แหละครับ

ด้วยความดื้อแพ่งของตัวเอง และจำได้ลางๆ ว่าสัญญากะป๊ะป๋าว่าถ้าขึ้นป. 5 จะเข้ามาเรียนกรุงเทพ ในที่สุด พอป. 5 ก็มุ่งหน้าสู่เมืองหลวง ได้เข้าโณงเรียนที่เปิดในปีนั้นเป็นปีแรก (2539) ชื่อโรงเรียนว่า "โรงเรียนซอยแอนเน็กซ์ (กาญจณาภิเษก ๒)" เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นเขตสายไหม) เช่นเดิมครับ ยังคงเนิร์ดแบบคงเส้นคงวา แต่ก็ลดดีกรีลงมาบ้าง เพราะแสงสีของบางกอกนั้นช่างเย้ายวนใจเหลือเกิน จากที่ใช้เวลาไปกะการอ่นหนังสือทำการบ้านและดูทีวี (อ้อ การบ้านก็ไม่ค่อยจะทำ ไม่สิ ไม่ทำเลย จนดนครูตีไปหลายรอบมากๆ ทุกวิชาเลย) พอเข้ากรุงเทพปุ๊บนี่ หนักกว่าเดิมครับ เพราะไปติดกับไอ้สิ่งที่เรียกว่า "Play Station!!!" ครับ ประมาณว่าจะกลับบ้านต้องแวะเล่นร้านเกม แวะจนพ่อดุแล้วดุอีก ผลการเรียนก็ตกเอาๆ จากที่ 1 ก็กลายเป็นที่ 2 เทอมนึง แล้วก็ตะกายมาเป็นที่ 1 ได้เทอมนึง จากนั้นก็กลายเป็นที่ 4 และที่ 6 - -"

แต่ก็ใช่ว่าจะเอาแต่เล่นเกมนะครับ ไงๆ ถึงมาเรียนที่กรุงเทพ ผมก็ยังคงเป็นมือวางอันดับ 1 ในการทัวร์ล่าแชมป์วิชาการอยู่ ถึงปีนี้จะไม่ค่อยได้ที่หนึ่ง แต่ก็ติดอันดับสำคัญๆ หลายรายการ (เพราะกรุงเทพมีรายการให้แข่งเยอะกว่าต่างจังหวัด) ที่จำได้ๆ ก็มีอันดับ 3 ของการแข่งขัน 10 ปีโรงเรียนฤทธิยะ ได้อันดับ 6 จากการสอบ Top ten ระดับเขต และไปได้ที่ 38 ของระดับโซน (มีผู้เข้าสอบ 82 คน เลยมักโดนแซวว่าได้ที่ 83) และก็สอบรายการยิบย่อยอีกเยอะแยะ จำไม่ค่อยได้แล้ว ลืม - -a

ส่วนวิชาที่เกลียดในสมัยนั้น ก็เกลียดเหมือนเด็กเนิร์ดทั่วไปอ่ะฮะ เกลียดศิลปะ พละ ก.พ.อ. ดนตรีนี่ก็เกือบๆ เกลียด แต่ก็ยังมีชอบบ้างเล็กน้อย ตอนนั้นทำท่าจะเข้าวงโย แต่ก็ไม่เข้า เพราะอาย ตอนนั้นเข้าชมรมคอม และเป็น บ.ก. จุลสารของโรงเรียน หลังๆ รุ่นน้องเลยชอบเรียกว่า บอกอ (เลียนแบบขายหัวเราะ บอกอวิธิต) บางทีก็เพี้ยนเป็น บอชีกอ หรือบอไทกอ พูดถึงเกลียด ส.ล.น. แต่ก็ไม่เกลียดวิชาดนตรีกะลูกเสือ นั่นน่ะสิ ทำไมไม่เกลียดลูกเสือก็ไม่รู้ ออกจะชอบด้วย เวลาถึงคาบเรียนลูกเสือจะตั้งใจเรียนเป็นพิเศษ เป็นนายหมู่ด้วย และก็ป็นคนที่แต่งลูกเสือเหมือนแต่งทหารล่ะฮะ เรียบร้อยทุกกระเบียดนิ้ว เครื่องหมายวิชาพิเศษ สายยงยศ สายสะพาย ครบ ไม่นึกเลยว่าโตขึ้นจะกลายเป็นคนที่เกลียดเครื่องแบบทหารเข้าใส้ (แต่ก็มียศอย่างไม่เป็นทางการในขณะนี้คือสิบโท...ไม่ใช่คุณสิบโทกบบ๊องนะครับ)ส่วนเรื่องวงโย้น ทุกวันนี้ โคตรเสียดายเลยครับ ถ้าย้อนไปได้ ผมจะเข้าวงดุริยางค์ของประถม แล้วก็เข้าวงโยมัธยมสามปี ที่ร.ร. บดินทร์ จากนั้นก็ไป ร.ร. เตรียมอุดมดนตรีของมหิดล และก็เข้ามหิดลในที่สุด *0* (และก็โดนด่าว่า "นายไม่ได้เข้ามาเรียนดนตรี เพราะชอบดนตรีใช่มั้ย!!!")

จริงๆ เรื่องตอนประถมมีให้เล่าเยอะมากกกกกกก แต่ไว้ก่อน เดี๋ยวคนจะไม่อ่านกัน แค่นี้ผมว่าคนคงไม่อยากอ่านเท่าไหร่หรอกนะ + +a ก็ข้ามไปมัธยมเลยละกัน

หลังจากที่ต้องย้ายโรงเรียนประถมมา 3 แห่ง ในที่สุด ผมก็มีโรงเรียนที่เรียกว่า "เป็นหลักเป็นแหล่ง" กะเค้าซะที โรงเรียนนั้นคือ "โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ๒" ครับผม โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนที่ผมรักที่สุดก็ว่าได้ อาจจะเป็ฯเพราะความผูกพันธ์ ที่ใช้ชีวิตในนี้ 6 ปี และความเปลี่ยนแปลง หลายๆ อย่างในตัวผม เปลี่ยนแปลงไปเพราะที่นี่ครับ

เช่น จากเนิร์ดเป็นหายเนิร์ด ผมสอบเข้ามาเรียนที่นี่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 พูดง่ายๆ คือได้เข้าห้องคิงน่ะแหละครับ แต่ทว่าผลการสอบมิดเทอม (พึ่งเคยได้ยินคำว่ามิดเทอมเป็นครั้งแรก) ได้อันดับโหล่ครับ

หลังจากสัมผัสที่โหล่ครั้งแรกในชีวิต ตั้งแต่นั้นก็เริ่มเสียศูนย์เลยครับ รู้สึกเหมือนอะไรหายไป เป๋เลย โหล่แล้วโหล่อีก มีช่วงม.2 ไปอยู่ห้องบ๊วยเลยได้ที่ 1 2 เทอมพอกลับมาห้องเลขตัวเดียวแล้วก็โหล่เหมือนเดิม เรียกว่า ศูนย์เสียความเป็นตัวเองไปเลย

มีช่วง ม. 3 ปลายๆ ที่เห็นเพื่อนเอากีตาร์มาเล่น แล้วสาว รุมล้อม เลยมีความคิดที่อยากจะเล่นดนตรี แต่ตอนนั้นคิดว่า กีตาร์ไม่เท่ กลองเท่กว่า...

...แล้วจากนั้น ชีวิตก็เปลี่ยนไปตลอดกาล...


四 ความฝัน

ตอนเด็กๆ ผมไม่เคยฝันอยากเป็นนักดนตรีเลยนะเอ้า! รู้มั้ยว่า ตอนเด็กสุดๆ ผมอยากเป็นอะไร?

ผมอยากเป็นนินจา!

ใช่ อยากเป็นนินจา ตอนนั้นผมดูฮาโตริกะอิปเปแล้วชอบมาก พอจบอิปเปจะมีสอนวิชานินจา ผมก็จดๆ เลยนะเผื่อจะลองเอาไปฝึก ตอนนั้นอยากมีอิทธิฤทธิ์เหมือนนินจา แน่นอนว่า รันทาโร่ผมก็ดู มีผู้ใหญ่ส่วนนึงบอกว่า "นินจาน่ะ ไม่มีจริงหรอก" แต่ผมก็เชื่อว่ามีจริงนะ เพราะดูรันทาโร่แล้วเห็นนินจาจริงๆ ปาตะเกียบทะลุเป้า ในตอนนั้นผมก็คิดว่า อึ้อ แค่นั้นก็เท่แล้ว เพราะจะให้หายตัวล่องหนใช้คาถาน่ะ เป็นไปไม่ได้หรอก (เหมือนจะมองเห็นความเป็นจริงแต่เด็ก?) ในตอนนั้นเลยคิดว่า ถ้าโตขึ้นแล้วจะต้องไปญี่ปุ่น เพื่อไปฝึกวิชานินจาให้ได้!!! (และตอนนั้นเอง ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการหัดเรียนภาษาที่ 3 ในชีวิต ภาษาญี่ปุ่น! ซื้อแบบเรียนญี่ปุ่น (ที่ไม่ค่อยได้เรื่อง) รูปโดเรม่อนมาอ่านเอง ทำให้รู้ได้แค่คำศัพท์ บางคำ เท่านั้น ส่งผลให้โง่ญี่ปุ่นมาถึงทุกวันนี้ - -" แหะ แหะ แหะ

กลับสู่โลกแห่งความจริง เวลาผู้ใหญ่ถาม ผมไม่ค่อยตอบหรอกว่าอยากเป็นนินจา เพราะบางทีก็โดนถามกลับว่า "นินจาคืออะไร?" ผมก็จะตอบไปว่า "อยากเป็นหมอคั๊บ" (อ่ะโห ความไฝ่ฝันของเด็กครึ่งค่อนโลก) ที่ตอบไปแบบนี้ เพราะว่า พ่อผมทำงานกับหมอครับ คอยพิมพ์เอกสารการตรวจต่างๆ นานา ผมก็เลยไปชอบเล่นซนกะเครื่องมือแพทย์ ป้ายที่คลีนิคแปะไว้ว่า "น.พ.พนัส เฉลิมแสนยากร" ผมพูดกะพ่อแม่ว่า "คอยดูนะ เดี๋ยวติวจะเลาะป้าย น.พ. พนัส ออก แล้วเปลี่ยนเป็น น.พ. ชัยภพแทน" ดูดู๊ เด็กนะครับ

แต่ความฝันที่จะเป็นหมอ ก็สิ้นสุดลง เพราะกลัวคุณย่า ตอนนั้นคุณย่าแกเจ็บขา ร้องเสียดังมาก (เป็นช่วง 3 วัน ก่อนเสีย ซึ่งทุกวันนี้ผมรู้สึกเสียใจมากๆ ที่ไม่ได้ดูใจคุณย่า ทั้งๆ ที่ผมเป็นหลานคนโปรดแท้ๆ คิดถึงคุณย่าครับ) ผมกลัวเสียงร้องคุณย่าจนไม่กล้าออกนอกบ้าน ทุกครั้งที่คุณย่าร้องผมต้องนอนคลุมโปง เพราะกลัว แม่เลยบอกว่า "นี่ถ้าไม่กล้าสู้หน้ากะคนป่วยนี่เป็นหมอไม่ได้นะ" ผมก็เลยบอกไปว่า "ติวไม่เป็นหมอแล้ว" และก็คลุมโปงต่อไป สุดท้ายก็มีลุง หรือป้า ซักคน เดินมาบอกว่า ย่าเสียแล้ว...แปลกอย่างนึง เวลาที่ญาติผู้ใหญ่เสีย ผมมักจะไม่ร้องให้ ไม่ว่าจะสนิทแค่ใหนก็ตาม โดยมากก็แค่ทำหน้าซึมๆ และก็คิดถึงความหลังบ้าง ถามว่าเศร้ามั้ย ผมก็เศร้านะ ทั้งเศร้าทั้งคิดถึง แต่ก็ไม่เคยร้องให้ ผมจะร้องให้ก็ต่อเมื่อโดนคนล้อหรือแกล้งมากกว่า

ถามว่าพอไม่เป็นหมอแล้วจะเป็นอะไรล่ะ? ตอนนั้นเป็นคำตอบที่ผมใช้ตอบมาตลอดตั้งแต่ประถมยันมัธยมต้นเลยนะครับ ผมอยากเป็น "นักวิทยาศาสตร์" แน่นอนว่า เหตุผลนี้เป็นเหตุผลหลักในการเข้าเรียนต่อและเลือกชมรมเลยนะ อย่างที่รู้ว่าตอนเด็กผมชอบอ่านหนังสือแบบเด็กเนิร์ด แน่นอนว่ามี "ประวัติบุคคลสำคัญ" ในนั้นด้วย และบุคคลสำคัญส่วนใหญ่ก็จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ อย่าง กาลิเลโอ งี้ อาคิมิดิส งี้ เซ่อไอแซ็ก โคเปอร์นิคุส บลาๆๆ ผมในตอนนั้นคงอยากเป็นคนสำคัญ อยากเป็นคนที่ทั่วโลกยกย่อง เลยตัดสินใจจะเป็น "นักวิทยาศาสตร์" ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

แต่ก็ตามประสาเด็กๆ ครับ ที่มีเขวนอกลู่นอกทางบ้าง มีอยู่ช่วงนึงที่ผมเขวออกไป อยากเป็น "ผู้พิพากษา" ฮั่นแน่ รู้เลยใช่มั้ยครับ ว่ามีอิทธิพลจากอะไร ผมไม่เฉลยละกันนะ ใครตอบใด้มีรางวัลตอบแทนเล็กน้อย ประกาศผู้โชคดีในเอนทรีหน้าครับ ฮ่ะๆๆๆๆ

ในที่สุดก็กลับมาเป็นนักวิทยาศาสตร์เหมือนเดิม จนกระทั่งเข้ามัธยมแล้วลงไปอยู่ที่โหล่ แน่นอนครับว่า เมื่อเลือกสายวิทย์คณิตไม่รุ่งแล้ว ผมจำไปทำอะไร ตอนนั้นนี่ หลุดลอยเคว้งคว้างเลยครับ แต่ช่วงม.3ปลายๆ ผมก็ลองตัดสินใจอีกครั้งว่าจะเรียนทางด้านนิเทศ เพื่อไปเป็นนักถ่ายภาพ ถามว่าเพราะอะไร?....

...เพราะว่า ตอนเด็กๆ ซัก ม.2-3 ได้ จะเห็นพวกข่าวดาราถ่ายนู๊ด และก็จะมีระบุชื่อตากล้องด้วย (ใหญ่ อมาตย์ นิติภาค ได้ยินชื่อบ่อยมาก) ในตอนนั้นเลยคิดว่า อยากเป็นคนถ่ายภาพ "เพื่อจะถ่ายภาพนู๊ดครับ!!!!!"...

ฮ่ะๆ เล่าแล้วอ๊ายอาย ไม่เคยบอกใครเลยนะเนี่ย ตัดสินใจศึกษาหนทางทางด้านนิเทศจนถึง ม.5 รู้สึกหงุดหงิดมาก ที่บ้านใหนก็ไม่รู้ ชอบเอารถมาจอดขวางประตู ทำให้เข้าออกลำบาก ตอนนั้นเลยอยากเป็น "นักกฏหมาย" อยากเรียนทางด้านกฏหมาย เพื่อจับไอ้พวกนี้ยัดใส่คุกให้หมดเลย ฮ่าๆๆๆๆ

ก็ยังคงลังเลเรื่องนิติกะนิเทศไปจนถึงม. 6 เทอม 1 ผ่านไปครึ่งเทอม นั่งคุยในวงกะกลุ่มเพื่อนในห้อง ก็ถามคนนึงว่า "เธอจะต่อไรอ่ะ" เค้าก็บอกว่า "เราจะเข้าดุริยางค์" "หา? มีด้วยเหรอ?" "มีซี่" "แล้วเรียนเกี่ยวกะอะไรอ่ะ" "เรียนเกี่ยวกะดนตรีไง"...

ในที่สุด ผมก็ตัดสินใจ เข้าดุริยางค์ในที่สุด...


五 จิปาถะ

- เชื้อสาย ผมเป็นคนพันทางครับ พ่อเป็นอิสาน แม่เป็นลูกของลูกครึ่งจีนกะคนไทยที่มีบุคลิกของคนเชื่อฝรั่ง ทำให้บ่อยครั้งมีคนทักว่า เหมือนคนจีน เหมือนฝรั่ง เหมือนลาวววว (โดยเฉพาะโหนกประจำชาติ)

- ชื่อผม ผมพึ่งรู้มาไม่นานว่าชื่อ "ชัยภพ" ของผมนี่มีที่มา ชัย มาจากชื่อพ่อ เฉลิมชัย ภพ มาจากชื่อแม่ ภักตร์เพ็ญ (ภ กะ พ) ตอนนั้นไปดูหมอทำทายชื่อ ผมทำท่าจะเปลี่ยนแล้วแต่พ่อบอกมาผมเลยไม่คิดจะเปลี่ยน ตอนนั้นหมอก็แนะนำให้เปลี่ยนนะ แต่พอได้ยินที่มาของชื่อแล้วเลยไม่เปลี่ยนเลย)

- มีแฟนแล้ว 2 คน จีบไม่ติด ประมาณ 8-9 ราย สถานภาพปัจจุบัน โสด

- ผมเคยได้เหรียญเงินกีฬาสีมา 1 เหรียญ แต่ภูมิในกว่าเกียรติบัตรกว่าสิบยี่สิบใบที่ได้รับมาซะอีก เพราะว่ามันดูเป็น "คุณสมบัติทางบู๊" ซึ่งพวกใบๆ ทั้งหลายเนี่ย ส่วนใหญ่จะโชว์ "คุณสมบัติทางบุ๋น" มากกว่า (เค้าว่า ลูกผู้ชายต้องเก่งทั้งบู๊และบุ๋นครับ)

พอแล้วดีก่ามั้ง เดี๋ยวความลับรั่วหมดไม่มีอะไรให้เล่า อุบไว้บ้างเผื่อๆ คราวหน้า - -+

เอาล่ะนะ! ชั่วโมงระทึกใจ!! ใครกัน ที่จะโดนแท็ก ใครกันน้า กันน้า?

ผู้โชคดีคนแรก ได้แก่ เน้ซังครับ http://aichan.exteen.com/*0*~~

คนต่อไป... http://toilets.exteen.com/คนนี้ ขอ 10 แท็กส์นะคร้าบบบ เพราะเป็นบล็อกคู่ ฮ่าๆๆๆๆ

ต่อปายยย http://ryueilus.exteen.com/ให้ริว กระจายสู่ไทรบ์และคนใกล้เคียง : D ~~

คนต่อปายยย http://koyuki.exteen.com/คนนี้ให้ด้วยความรักเลยนะจ๊ะ *-*~~~

และสุดท้ายยย

คนนี้ กลั้นใจนานมาก กว่าจะตัดสินใจ ขอแทกจากเจ้าตัวเค้าโดยตรง

พิมพ์ไปก็มือสั่นไปครับ

คนที่ผมขอแท็ก หมายเลขห้า คือ~~~~~

http://sani-winds.exteen.com/

ครับ

Tags: blog tag, tag